แท็ก Noindex เป็นการให้เครื่องมือค้นหาเก็บหน้าเว็บบางหน้าออกจากผลการค้นหา เพราะแม้โดยปกติแล้วการทำ Search Engine Optimization (SEO) จะมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้นักช้อปค้นหาสินค้าเจอ แต่บางหน้าก็ยังจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างออกไป
ตัวอย่างเช่น อาจทำการสร้างแลนดิ้งเพจที่มีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้เข้าชมที่มาจากการค้นหาแบบเสียเงิน (Paid Search) เนื่องจากมีเป้าหมายต้องการให้คนที่คลิกโฆษณาเข้ามาเจอหน้าดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังจะไม่ต้องการให้ข้อเสนอนั้นปรากฏในผลการค้นหาแบบออร์แกนิกด้วย
คู่มือนี้จะอธิบายว่าเมื่อไรควรติดแท็ก Noindex ให้กับหน้าเว็บ รวมถึงข้อแตกต่างจากวิธีซ่อนคอนเทนท์แบบอื่น และวิธีจัดการการมองเห็นในผลการค้นหาของหน้าเว็บ Shopify ผ่านการตั้งค่าในส่วนของผู้ดูแลระบบด้วย
แท็ก Noindex คืออะไร
แท็ก Noindex คือ SEO meta tag ประเภทหนึ่งซึ่งทำงานผ่านการบอกเครื่องมือค้นหาไม่ให้เพิ่มหน้าเว็บนั้นเข้าไปในดัชนีหรือฐานข้อมูลที่ใช้สร้างผลการค้นหา โดยหาก Google ได้จัดทำดัชนีสำหรับหน้าเว็บนั้นไว้แล้ว ก็จะลบออกหลังจากที่ crawl หน้าเว็บและประมวลผลแท็กดังกล่าวสำเร็จ
ทั่วไปแล้วงาน SEO เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจและจัดอันดับหน้าเว็บได้ แต่แท็ก Noindex เป็นการให้คำสั่งตรงกันข้ามสำหรับ URL หนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ ทั้งนี้ Google จำเป็นจะต้อง crawl หน้าเว็บดังกล่าวได้เพื่ออ่านคำสั่ง การบล็อก URL ใน robots.txt ซึ่งเป็นไฟล์ที่บอก crawler ว่าเข้าหน้าไหนได้และไม่ได้ จึงอาจทำให้ Google มองไม่เห็นแท็กและเก็บหน้านั้นไว้ในผลการค้นหาต่อไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เครื่องมือค้นหาทุกตัวที่จะตีความกฎ Noindex ไปในทางเดียวกัน ทำให้หน้าเว็บยังอาจสามารถปรากฏในผลการค้นหาจากเครื่องมือค้นหาที่ไม่รู้จักหรือไม่ปฏิบัติตามแท็ก Noindex ได้ ตามที่เอกสาร Noindex ของ Google อธิบายไว้
เมื่อไรที่ควรติดแท็ก Noindex ให้กับหน้าเว็บร้านค้าออนไลน์
การใช้งานแท็ก Noindex สามารถใช้ได้เมื่อหน้าเว็บจำเป็นจะต้องเปิดให้ผู้เข้าชมเข้าถึงได้ แต่ไม่ควรปรากฏในผลการค้นหาแบบออร์แกนิก ซึ่งอาจแตกต่างกับตัวควบคุมอื่น ๆ ของ Shopify ที่มักมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป
- ลบคอนเทนท์ออกจากหน้าร้าน เปลี่ยนสถานะการเผยแพร่ หรือลบคอนเทนท์ที่ไม่ต้องการแล้ว
- จำกัดการเข้าถึงทั้งร้านค้า ใช้การป้องกันด้วยรหัสผ่าน เพื่อให้ผู้เข้าชมต้องใส่รหัสผ่านก่อนเข้าชม
- ขายสินค้าผ่านลิงก์โดยตรง ตั้งสถานะเป็น Unlisted ซึ่งยังจะทำให้ Shopify ซ่อนสินค้านั้นจากคอลเลกชันที่ขับเคลื่อนในการค้นหาหน้าร้านและคำแนะนำสินค้าด้วย
อย่างไรก็ตามความสามารถเหล่านี้จะต้องแลกมากับการสูญเสียทราฟฟิกจากการค้นหา เพราะเมื่อ Google ลบหน้าที่ติดแท็ก Noindex ไปเรียบร้อยแล้ว นักช้อปก็จะไม่สามารถค้นพบหน้านั้นผ่านผลการค้นหาแบบออร์แกนิก ของ Google ได้อีก แต่หากใครก็ตามยังมี URL ก็ยังจะเข้าชมได้อยู่ เนื่องจาก Noindex ไม่ได้ทำให้คอนเทนท์เป็นส่วนตัว
จึงอาจลองพิจารณาสถานการณ์ไปตามความเหมาะสมกับการใช้แท็ก Noindex ด้วย ยกตัวอย่างเช่น
แลนดิ้งเพจแบบง่าย
แลนดิ้งเพจที่สร้างขึ้นสำหรับทราฟฟิกจาก Paid Search หรืออีเมลอาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานแท็ก Noindex ตัวอย่างเช่น หน้าที่โปรโมตข้อเสนอให้กับสมาชิกอีเมลที่อาจมีประโยชน์น้อยนอกเหนือจากแคมเปญนั้น
ก็อาจพิจารณาว่าต้องการให้นักช้อปค้นพบหน้าเว็บผ่านการค้นหาหรือไม่ เนื่องจากการที่หน้าเว็บสั้นหรือมีปุ่มเรียกให้ดำเนินการ (Call-to-Action) ที่เด่นชัด ก็อาจไม่ใช่เหตุผลที่จะกันหน้านั้นออกเสมอไป
คอนเทนท์ที่ซ้ำกัน
คอนเทนท์ที่ซ้ำกัน มักต้องใช้การทำ Canonicalization โดยแท็ก canonical จะระบุ URL ที่ต้องการให้แสดง ในบรรดาหน้าที่คล้ายกัน เพราะในขณะที่แท็ก Noindex จะบอกเครื่องมือค้นหาให้กัน URL ออกจากดัชนี Google จะมองว่าแท็ก canonical เป็นสัญญาณให้แสดง URL หนึ่งขึ้นมาแทน
นอกจากนี้สำหรับการทดสอบ A/B ที่ใช้ URL แยกกัน Google ยังแนะนำให้ใช้งานแท็ก canonical ที่ตรงไปยังหน้าต้นฉบับ แทนที่จะใช้แท็ก Noindex กับหน้าทดสอบที่เป็นเวอร์ชันอื่น
ทั้งนี้ Shopify จะทำการเพิ่มแท็ก canonical ให้โดยอัตโนมัติเพื่อจัดการหน้าที่ซ้ำกันเป็นจำนวนมาก ผู้สร้างจึงควรตรวจสอบแท็กที่มีอยู่ก่อนทำการเปลี่ยนแปลง และหากต้องการแทนที่ค่าเริ่มต้น ก็สามารถตั้งค่า canonical URL สำหรับหน้าเว็บ Shopify ได้โดยใช้ metafield ได้อีกด้วย
บล็อกโพสต์ที่ล้าสมัย
Noindex เหมาะสำหรับโพสต์ที่ล้าสมัยแต่ยังต้องการเก็บไว้เป็นคลังข้อมูล เช่น หากเคยเขียนเกี่ยวกับการเดินทางไปหาแหล่งวัตถุดิบที่ญี่ปุ่นของบริษัทชา แต่ในปัจจุบันร่วมงานกับซัพพลายเออร์รายอื่น ก็สามารถทำ Noindex ให้โพสต์นั้น และยังลิงก์ไปหาจากบทความใหม่กว่าได้ เป็นต้น เนื่องจากหากโพสต์นั้นยังคงตอบคำถามของลูกค้าได้ การอัปเดตคอนเทนท์และ On-page SEO จะช่วยรักษาคุณค่าในการค้นหาเอาไว้
วิธีทำ Noindex บน Shopify
ใช้ metafield อย่าง seo.hidden ของ Shopify เพื่อควบคุมการมองเห็นในผลการค้นหาจากส่วนผู้ดูแลระบบ เนื่องจากขั้นตอนเหล่านี้จะแสดงวิธีการตั้งค่าและนำไปใช้กับหน้าเว็บที่ต้องการได้
โดยหากกำลังลบหรือเปลี่ยน URL ระหว่างการย้ายร้านค้า ก็ควรทำตามแผนการย้าย SEO ของ Shopify ก่อนเป็นขั้นตอนแรก เนื่องจากการเปลี่ยนเส้นทางไปยังหน้าทดแทนที่เกี่ยวข้อง ก็อาจตอบโจทย์นักช้อปได้ดีกว่าการทำ Noindex ให้ URL เดิม
1. เลือกว่าต้องการซ่อนหน้าไหนจากเครื่องมือค้นหา
ควรตรวจสอบ URL แต่ละรายการและยืนยันเหตุผลที่ต้องการกันออกจากการค้นหา เพราะหากหน้าเว็บต้องการคอนเทนท์ที่ดีขึ้น การอัปเดตแทนก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ทั้งนี้ควรเช็กทราฟฟิกจากการค้นหาก่อนลบหน้าที่ดึงนักช้อปเข้าร้านด้วย โดยอ้างอิงจากการตั้งค่าในส่วนผู้ดูแลระบบตามเอกสารของ Shopify สำหรับสินค้า หน้าเว็บ รวมถึงบล็อกโพสต์ในแต่ละรายการ
2. สร้าง metafield ชื่อ seo.hidden
การเพิ่ม metafield ชื่อ “seo.hidden” และตั้งค่าเป็น “1” จะเป็นการบอก Shopify ให้ซ่อนสินค้า หน้าเว็บ หรือบล็อกโพสต์จากเครื่องมือค้นหา sitemap รวมถึงผลการค้นหาในร้านค้าออนไลน์ โดยหน้าเว็บจะยังคงเผยแพร่อยู่ และผู้เข้าชมจะยังเปิด URL ได้ อย่างไรก็ดีเครื่องมือค้นหามีความจำเป็นจะต้อง crawl หน้าที่อัปเดตแล้วก่อนจึงจะประมวลผลคำสั่ง Noindex ได้อีกครั้ง
วิธีสร้างคำจำกัดความของ metafield
- ไปที่ Settings > metafields and metaobjects ในส่วนผู้ดูแลระบบ Shopify
- ใต้หัวข้อ metafield definitions เลือก Products, Pages หรือ Blog posts
- คลิก Add definition และกรอกการตั้งค่าเหล่านี้
|
ฟิลด์ |
การตั้งค่า |
|---|---|
|
Name |
Noindex |
|
Namespace and key |
seo.hidden |
|
Description |
ใส่ 1 เพื่อซ่อนรายการนี้จากเครื่องมือค้นหาและการค้นหาในหน้าร้าน |
|
Type |
Integer |
|
Values |
One value |
|
Validations: Maximum value |
1 |
คลิก Save แล้วทำซ้ำสำหรับคอนเทนท์แต่ละประเภทที่วางแผนจะทำ Noindex
หาก Shopify แจ้งว่า seo.hidden ถูกใช้ไปแล้ว ก็อาจตรวจสอบ metafield ที่มีอยู่และแอป SEO ต่าง ๆ ก่อนสร้างคำจำกัดความใหม่อีกครั้ง
3. นำแท็ก Noindex ไปใช้
เปิดสินค้า หน้าเว็บ หรือบล็อกโพสต์ที่ต้องการในส่วนผู้ดูแลระบบของ Shopify เช่น อาจไปที่หน้า Products และเลือกสินค้าที่ต้องการซ่อน จากนั้นจึงจะค้นหาแท็ก Noindex ในส่วนของ metafields ใส่เลข 1 และคลิก Save พร้อมทำซ้ำสำหรับแต่ละรายการที่ต้องการกันออกเช่นกัน
4. รอให้เครื่องมือค้นหา crawl
ในกระบวนการดังกล่าว Google จำเป็นจะต้องกลับมาเยี่ยมชมหน้าเว็บและอ่านแท็ก Noindex ก่อนจึงจะลบออกจากผลการค้นหาได้ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ เพราะเช่นเดียวกับการปรับปรุงการค้นหาอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลง SEO ต้องใช้เวลา โดย Google ระบุว่าบางหน้าอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะ recrawl
อย่างไรก็ตาม ผู้สร้างก็สามารถขอให้ Google recrawl URL ได้ แม้การส่งคำขอจะไม่ได้รับประกันว่าจะมีการ crawl ในทันที เจ้าของเพจจึงควรทำตามขั้นตอนทั้งหมดในการทำให้ Google จัดทำดัชนีเว็บไซต์เพื่อความมั่นใจ
นอกจากนี้หากต้องการให้ URL หายไปจาก Google Search อย่างรวดเร็ว ก็อาจใช้งานเครื่องมือ Removals เพื่อเปิด Temporary Removals โดยคลิก New Request แล้วเลือก Temporarily remove URL แล้วจึงจะใส่ URL และเลือก Remove this URL only
คำขอที่ได้รับอนุมัติจะซ่อน URL ที่ส่งคำขอไปราวหกเดือน แต่ก็ควรคงแท็ก Noindex ไว้เพื่อให้ Google ประมวลผลได้ในช่วงเวลาดังกล่าว และกันหน้านั้นออกต่อไปในภายหลังด้วย
วิธีตรวจสอบว่าแท็ก Noindex ได้ผลแล้ว (และต้องทำอย่างไรหากยังไม่ได้ผล)
ตรวจสอบหน้าที่เผยแพร่แล้ว จากนั้นยืนยันสิ่งที่ Google มองเห็น เพราะการบันทึก metafield ไม่ได้พิสูจน์ว่า URL จะหลุดออกจากผลการค้นหาแล้ว
ตรวจสอบซอร์สโค้ดของหน้าเว็บเพื่อค้นหา robots meta tag
เปิด URL สาธารณะใน Chrome คลิกขวา แล้วเลือก View page source ใช้ Ctrl+F บน Windows หรือ Command+F บน Mac เพื่อค้นหาคำว่า Noindex
เมื่อตั้งค่า seo.hidden เป็น 1 การทำงานของ Shopify จะเพิ่มทั้ง Noindex และ nofollow ให้มองหาในส่วน <head> ดังนี้
<meta name="robots" content="Noindex,nofollow">
หากยังไม่พบ ก็อาจตรวจสอบว่าได้บันทึกค่าในรายการถูกต้องแล้วอีกครั้ง
ยืนยันว่าแท็กส่งถึง Google ด้วยเครื่องมือ URL Inspection
ใส่ URL ในเครื่องมือ URL Inspection ของ Google Search Console ซึ่งสถานะจะแสดงเวอร์ชันที่ Google จัดทำดัชนีไว้ ผู้สร้างจึงอาจตรวจสอบวันที่ crawl ครั้งล่าสุดเพื่อดูว่า Google กลับมาเยี่ยมชมหน้าเว็บหลังการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่ โดยการคลิก Test live URL เพื่อตรวจสอบหน้าปัจจุบัน จะยืนยันว่าผู้สร้างอนุญาตให้เครื่องมือ crawl ได้และตรวจพบ Noindex หรือไม่ นับเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง แม้การทดสอบแบบ Live จะตรวจพบแท็กในวันนี้ แต่ไม่อัปเดตดัชนีของ Google ให้ก็ตาม
“URL marked ‘Noindex’” หมายความว่าอย่างไรใน Search Console
“URL marked ‘Noindex’” หมายความว่า Google ตรวจพบคำสั่งและกันหน้าเว็บออกไปแล้ว ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวังเมื่อตั้งใจซ่อน URL โดยไม่มีอะไรต้องแก้ไข
ต้องทำอย่างไรหาก Noindex ยังไม่ทำงาน
หาก Noindex ยังทำงานได้ไม่ถูกต้องก็อาจทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
ตรวจสอบว่า Google crawl หน้าเว็บครั้งล่าสุดเมื่อไร
ตรวจสอบ URL ใน Search Console และเปรียบเทียบการ crawl ครั้งล่าสุดกับวันที่เพิ่มแท็ก Noindex เพราะหากการ crawl เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลง ก็อาจจำเป็นจะต้องรอ Google กลับมาเยี่ยมชมอีกครั้ง แต่สำหรับการลบแบบเร่งด่วน ก็อาจเปิดเครื่องมือ Removals เลือก New Request และส่ง URL ใต้ Temporarily remove URL โดยคงแท็ก Noindex ไว้ได้
ปลดบล็อก URL ใน robots.txt
หากการทดสอบแบบ Live แสดงว่าการ crawl ถูกบล็อก ก็อาจลองปรับกฎใน robots.txt ที่ป้องกันไม่ให้ Google เข้าชม URL นั้น และขอความช่วยเหลือจากนักพัฒนาหากจำเป็น โดยคงแท็ก Noindex ไว้ที่หน้าเว็บ แล้วรัน Test live URL อีกครั้งเพื่อยืนยันว่า Google อ่านได้
นำ metafield ที่มีอยู่กลับมาใช้
หาก Shopify แจ้งว่า “Namespace and key are already taken” ให้คลิก View metafields without a definition และค้นหา seo.hidden จากนั้นเพิ่มคำจำกัดความให้ช่องนั้นโดยใช้ Integer และ One value เปิดสินค้า หน้าเว็บ หรือบล็อกโพสต์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งค่า metafield เป็น 1 แล้วจึงจะทำการบันทึก
Noindex vs. nofollow vs. disallow vs. canonical เลือกใช้แบบไหนดี
ใช้ตารางนี้เพื่อจับคู่เป้าหมายกับตัวเลือกที่เหมาะสมของแต่ละตัวควบคุม และตรวจสอบรายละเอียดก่อนเปลี่ยนการตั้งค่าร้านค้า
|
ตัวควบคุม |
หน้าที่หลัก |
สิ่งที่ทำไม่ได้ |
ใช้สำหรับ |
|---|---|---|---|
|
กันหน้าเว็บออกจากผลการค้นหา |
ทำให้คอนเทนท์เป็นส่วนตัว |
แลนดิ้งเพจแคมเปญ |
|
|
จำแนกคุณสมบัติของลิงก์ให้เครื่องมือค้นหา |
ป้องกันไม่ให้หน้าเว็บถูกจัดทำดัชนี |
ลิงก์ที่ไม่ต้องการรับรอง |
|
|
บล็อกการ crawl ผ่าน robots.txt |
รับประกันการลบออกจากผลการค้นหา |
จำกัดการ crawl ที่ไม่จำเป็น |
|
|
ระบุหน้าที่ซ้ำกันที่ต้องการให้แสดง |
Redirect ผู้เข้าชมหรือบังคับการเลือกของ Google |
คอนเทนท์ที่ซ้ำกันและเวอร์ชันทดสอบ A/B |
ก่อนนำตัวควบคุมเหล่านี้ไปใช้ ควรพิจารณาว่าเครื่องมือค้นหาประมวลผลอย่างไร
- Noindex ต้องการการ crawl Google ต้องเข้าชม URL และอ่านคำสั่งก่อนจึงจะกันหน้าเพจออกได้ อย่างไรก็ตามผู้เข้าชมยังจะสามารถเปิดหน้าเว็บผ่านลิงก์ได้โดยตรงได้ หากต้องการทำให้คอนเทนท์เป็นส่วนตัว จึงอาจใช้การป้องกันด้วยรหัสผ่านแทน
- nofollow ใช้กับลิงก์ robots meta tag จะนำทั้งหน้า ส่วนแอตทริบิวต์ rel="nofollow" ไปใช้งาน โดยจะนำไปใช้กับลิงก์แต่ละลิงก์ เนื่องจาก Google มองว่า nofollow เป็นคำใบ้และสามารถค้นพบปลายทางของลิงก์ผ่านแหล่งอื่นได้
- disallow อาจซ่อนคำสั่ง Google ไม่สามารถอ่านแท็ก Noindex หรือ canonical บนหน้าที่ถูกบล็อกได้ และอาจแสดง URL ที่ถูกบล็อกในผลการค้นหาหากค้นพบ URL นั้นจากที่อื่น ผู้สร้างจึงควรตรวจสอบกฎ robots.txt ที่มีอยู่ของ Shopify ก่อนทำการเปลี่ยนแปลง
- canonical ส่งสัญญาณความต้องการ Google พิจารณาแท็กนี้ร่วมกับสัญญาณอื่น ๆ และอาจเลือก URL อื่น สำหรับการทดสอบ A/B ที่ใช้ URL แยกกัน ผู้สร้างจึงควรชี้นำ canonical tag บนเวอร์ชันต่าง ๆ ไปที่หน้าต้นฉบับแทน
Shopify สร้าง canonical tag ให้โดยอัตโนมัติ จึงควรตรวจสอบแท็กที่มีอยู่ก่อนเปลี่ยนแปลงหน้าที่ซ้ำกัน
โดย metafield ชื่อ seo.hidden จะนำทั้ง Noindex และ nofollow ไปใช้เมื่อตั้งค่าเป็น 1 รวมถึงลบรายการออกจาก Sitemap และการค้นหาในหน้าร้านด้วย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีทำ Noindex ให้หน้าเว็บ Shopify
ซ่อนหน้าเว็บใน Shopify ได้อย่างไร
ไปที่ Online Store > Pages เปิดหน้าเว็บ ตั้งค่า Visibility เป็น Hidden แล้วบันทึก และหากต้องการให้หน้าเว็บเปิดผ่าน URL ได้แต่กันออกจากการค้นหา ก็อาจสร้าง metafield ชื่อ seo.hidden ไปที่หน้าเว็บ ตั้งค่า seo.hidden เป็น 1 แล้วบันทึก
ทำให้เว็บไซต์ไม่ปรากฏในผลการค้นหาได้อย่างไร
นำกฎ Noindex ไปใช้กับหน้าเว็บทั่วทั้งเว็บไซต์ เนื่องจากเครื่องมือค้นหาที่ปฏิบัติตามกฎจะลบหน้าเว็บออกหลังจาก Recrawl โดยต้องเปิดให้ crawl ได้เพื่อให้บอตอ่านคำสั่งได้
นอกจากนี้การบล็อกใน robots.txt ก็ไม่ได้ลบหน้าเว็บออกจากการค้นหาได้อย่างแน่นอนด้วย หากต้องการจำกัดการเข้าถึงของผู้เข้าชมด้วย จึงควรใช้การป้องกันด้วยรหัสผ่าน
ทำให้ร้านค้า Shopify ไม่ปรากฏได้อย่างไร
ไปที่ Online Store > Preferences ใต้หัวข้อ Store access เปิดใช้งานโหมดส่วนตัว ใส่รหัสผ่าน แล้วบันทึก ผู้เข้าชมจะเห็นหน้ารหัสผ่านและต้องใส่รหัสผ่านเพื่อเข้าร้าน ส่วนรายการค้นหาที่มีอยู่จะใช้เวลาสักพักกว่าจะหายไปในขณะที่เครื่องมือค้นหากลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์อีกครั้ง
กันสินค้าออกจากการค้นหาใน Shopify ได้อย่างไร
ในส่วนผู้ดูแลระบบ Shopify ให้สร้าง metafield ชื่อ seo.hidden ไปที่สินค้า โดยตั้งค่า seo.hidden เป็น 1 แล้วบันทึก เนื่องจากการกระทำเช่นนี้จะกันสินค้าออกจากการค้นหาในหน้าร้าน เครื่องมือค้นหา รวมถึง Sitemap แต่สินค้ายังอาจปรากฏในคอลเลกชันและคำแนะนำได้ แต่หากต้องการซ่อนจากส่วนเหล่านั้นด้วย ก็ให้ตั้งสถานะเป็น Unlisted
ปิด metafield ชื่อ seo.hidden ได้อย่างไร
เปิดสินค้า หน้าเว็บ หรือบล็อกโพสต์ที่เกี่ยวข้องในส่วนผู้ดูแลระบบ Shopify ค้นหา metafield ชื่อ seo.hidden ล้างค่าให้ช่องว่างเปล่า แล้วบันทึก การกระทำเช่นนี้จะลบข้อจำกัดการค้นหาของ metafield โดย Google จะกลับมาพิจารณาจัดทำดัชนีหน้าเว็บได้อีกครั้งหลังจาก Recrawl

