มูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value หรือ GMV) คือ มูลค่ารวมของสินค้าที่ขายผ่านร้านค้าหรือแพลตฟอร์มก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในช่วงเวลาที่กำหนด การติดตาม GMV ช่วยให้คุณเปรียบเทียบกิจกรรมการขายระหว่างเดือน ไตรมาส หรือปีต่าง ๆ ได้
การใช้ GMV คือ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของร้านค้า และนำมาประกอบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ จะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์การตลาดและการกำหนดราคาได้อย่างละเอียดมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อรายได้และความสามารถในการทำกำไรอย่างแท้จริง
คู่มือนี้ครอบคลุมว่า GMV คืออะไร วิธีคำนวณ เหตุใดจึงมีความสำคัญ และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
มูลค่าสินค้ารวมหรือ GMV คืออะไร
มูลค่าสินค้ารวม หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Gross Merchandise Volume คือ มูลค่ารวมของสินค้าที่ขายผ่านธุรกิจหรือแพลตฟอร์มในช่วงเวลาที่กำหนด โดยใช้วัดกิจกรรมการขายก่อนหักค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ
แต่ละบริษัทคำนวณ GMV แตกต่างกัน การจัดการกับการคืนเงิน ส่วนลด ค่าจัดส่งและค่าดำเนินการ ภาษี และอากร ขึ้นอยู่กับนิยามที่บริษัทใช้ในการรายงาน
สิ่งที่ GMV นับรวม: ยอดขายสินค้าในช่วงเวลาที่รายงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เรียกเก็บจากลูกค้าตามที่กำหนดไว้ ควรตรวจสอบว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนส่วนลดแล้วหรือไม่ และมีการหักคำสั่งซื้อที่ได้รับการคืนเงินแล้วหรือไม่
สิ่งที่ GMV ไม่หักออก: ต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงิน ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และต้นทุนการดำเนินงานอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ส่งผลต่อกำไร นอกจากนี้ ค่าจัดส่งที่เรียกเก็บจากลูกค้าก็แตกต่างจากค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการขนส่งด้วย
ตัวอย่างรายงานของบริษัทสองแห่งที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเหล่านี้:
- Shopify รายงานประจำปี 2025 กำหนดให้ GMV คือ มูลค่าคำสั่งซื้อหลังหักเงินคืน โดยรวมค่าจัดส่งและค่าดำเนินการ อากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม
- Etsy ตัวชี้วัดที่เทียบเคียงกันได้คือ ยอดขายสินค้ารวมซึ่งวัดยอดขายสินค้าหลังหักเงินคืน และไม่รวมค่าจัดส่ง
Shopify มียอด GMV คือ 378.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12.79 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงมูลค่าคำสั่งซื้อที่ดำเนินการผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ใช่รายได้ของ Shopify เอง
GMV และคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ GMV หมายถึง Gross Merchandise Value หรือ Gross Merchandise Volume ซึ่งใช้วัดยอดขายสินค้า ไม่ใช่มูลค่าตลาดของบริษัทหรือสินทรัพย์ของบริษัท
ธุรกิจประเภทอื่น ๆ ใช้ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกัน ดังนี้
|
คำศัพท์ |
สิ่งที่ใช้ชี้วัด |
ตัวอย่างบริษัท |
|---|---|---|
|
มูลค่าธุรกรรมรวม (GTV) |
มูลค่าธุรกรรมในช่องทางการขายที่ระบุไว้ |
GTV ของ RB Global นับรายได้จากสินค้าที่ขายผ่านการประมูล มาร์เก็ตเพลส รวมถึงช่องทางการขายอื่นๆ |
|
มูลค่าคำสั่งซื้อรวม (GOV) |
มูลค่าคำสั่งซื้อที่มีการสั่งซื้อหรือดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ |
GOV ของ DoorDash รวมมูลค่าคำสั่งซื้อผ่านมาร์เก็ตเพลซที่เสร็จสมบูรณ์ รวมถึงภาษี ทิป และค่าธรรมเนียมผู้บริโภคและสมาชิกที่เกี่ยวข้อง |
|
มูลค่าการจองรวม (GBV) |
มูลค่าการจองในช่วงเวลา ที่รายงาน |
GBV ของ Airbnb รวมยอดการจอง รายได้ของเจ้าของที่พัก ค่าบริการและค่าทำความสะอาด รวมถึงภาษี โดยหักการยกเลิกและการเปลี่ยนแปลงออกแล้ว |
คำศัพท์เหล่านี้ใช้อธิบายกิจกรรมทางธุรกรรม แต่ไม่สามารถใช้วิธีคำนวณแทนกันได้
วิธีคำนวณมูลค่า GMV
สำหรับสินค้าที่ขายในราคาเดียว สูตร GMV คือ
GMV = ราคาขาย × จำนวนสินค้าที่ขายได้
สำหรับสินค้าหลายรายการหรือหลายราคา ให้คำนวณยอดรวมของแต่ละรายการแยกกัน แล้วนำมาบวกเข้าด้วยกัน โดยปรับค่าต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในนิยาม GMV ของคุณ
ตัวอย่างวิธีคำนวณ GMV สำหรับร้านเครื่องประดับแฮนด์เมด
- กำหนดช่วงเวลาที่รายงาน ใช้ช่วงเวลาที่ชัดเจน เช่น วันที่ 1-30 มิถุนายน โดยใช้วันที่เดียวกันกับยอดขายและรายการปรับปรุงทั้งหมดในการคำนวณ
- กำหนดสิ่งที่นับรวม ตัวอย่างนี้วัดเฉพาะยอดขายสินค้า โดยไม่รวมค่าจัดส่งและค่าดำเนินการ ภาษี และอากร สมมติว่าไม่มีส่วนลดหรือการคืนเงิน
- คำนวณยอดขายของสินค้าแต่ละรายการ ร้านขายสร้อยคอได้ 200 เส้น ในราคาเส้นละ 50 ดอลลาร์ (ประมาณ 150 บาท) 200 × 50 ดอลลาร์ = 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 300,000 บาท) นอกจากนี้ ยังขายสร้อยข้อมือได้ 150 เส้น ในราคาเส้นละ 30 ดอลลาร์ (ประมาณ 90 บาท): 150 × 30 ดอลลาร์ = 4,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 135,000 บาท)
- นำยอดรวมมาบวกกัน GMV ของเดือนมิถุนายน คือ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 300,000 บาท) + 4,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 135,000 บาท) = 14,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 435,000 บาท)
คุณยังสามารถคำนวณ GMV โดยใช้มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV) ได้ด้วย
GMV = จำนวนธุรกรรม × มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย
สมมติว่าเครื่องประดับทั้ง 350 ชิ้นถูกขายผ่านคำสั่งซื้อ 250 รายการ เมื่อใช้ยอดขายสินค้ารวมเดิม จะได้ AOV เท่ากับ 14,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 435,000 บาท) / 250 = 58 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,740 บาท)
GMV = 250 ธุรกรรม x 58 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,740 บาท) = 14,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 435,000 บาท)
เพื่อให้สูตรนี้ใช้ได้ AOV ต้องใช้คำนิยามยอดขายและช่วงเวลาที่รายงานเดียวกันกับ GMV ค่า AOV บนแดชบอร์ดอาจจัดการกับการคืนเงินหรือค่าจัดส่งแตกต่างกัน ดังนั้นควรตรวจสอบวิธีคำนวณก่อน
ควรกำหนดช่วงเวลาสำหรับการเปรียบเทียบให้สอดคล้องกันด้วย โดยเปรียบเทียบเดือนเต็มกับเดือนเต็ม หรือเปรียบเทียบช่วงวันเดียวกันนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันของทั้งสองปี ใช้สกุลเงินและหลักเกณฑ์การนับรวมแบบเดียวกัน
GMV กับรายได้ ต่างกันอย่างไร
GMV คือ ตัวชี้วัดมูลค่าการขายผ่านธุรกิจหรือแพลตฟอร์ม ส่วนรายได้คือรายได้ที่ธุรกิจรับรู้จากการขายสินค้าหรือบริการก่อนหักค่าใช้จ่าย รูปแบบธุรกิจเป็นตัวกำหนดว่าตัวเลขทั้งสองจะใกล้เคียงกันมากน้อยเพียงใด
รายได้ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วน GMV เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่รายงานแยกต่างหาก
สำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรง และจำหน่ายสินค้าคงคลังของตนเอง โดยทั่วไป รายได้จะสะท้อนราคาขายหลังหักส่วนลดและการคืนสินค้า GMV และรายได้อาจใกล้เคียงกัน แต่การจัดการกับค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากลูกค้าและช่วงเวลาที่รับรู้ยอดขายอาจทำให้เกิดความแตกต่างได้
สำหรับมาร์เก็ตเพลซที่อำนวยความสะดวกในการซื้อขายระหว่างผู้ขายบุคคลที่สามกับผู้ซื้อ โดยทั่วไป รายได้จะมาจากค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียม มูลค่าสินค้าทั้งหมดของผู้ขายไม่ได้ถือเป็นรายได้ของแพลตฟอร์ม ตัวอย่างเช่น Etsy มีรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมและค่าประมวลผลการชำระเงิน รวมถึงรายได้จากบริการต่าง ๆ เช่น การโฆษณา
สูตรสำหรับมาร์เก็ตเพลซคือ
รายได้ ≈ GMV x อัตราการรับรายได้
อัตราการรับรายได้ คือเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าธุรกรรมที่แพลตฟอร์มเก็บไว้เป็นรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายของตนเอง
ตัวอย่างเช่น มาร์เก็ตเพลซดำเนินการธุรกรรมที่มี GMV เดือนละ 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30 ล้านบาท) และเก็บไว้ 10%
รายได้ต่อเดือนโดยประมาณ = 1,000,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 30 ล้านบาท) × 10% = 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3 ล้านบาท)
หาก 10% ดังกล่าวหมายถึงค่าธรรมเนียมธุรกรรม ให้บวกค่าโฆษณา ค่าสมาชิก หรือรายได้อื่นๆ แยกต่างหาก แต่หากอัตราการรับรายได้คำนวณจากรายได้รวมอยู่แล้ว รายได้เหล่านั้นก็ถูกรวมไว้แล้ว
|
ตัวชี้วัด |
สิ่งที่วัด |
ใช้สำหรับ |
|---|---|---|
|
GMV |
มูลค่ายอดขายตามนิยามที่บริษัทระบุ |
ติดตามยอดขายและการเติบโตของธุรกรรม |
|
รายได้ |
เงินที่รับรู้จากสินค้าหรือบริการของธุรกิจ |
ติดตามรายได้จากการขายก่อนหักค่าใช้จ่าย |
ตัวเลขทั้งสองไม่ใช่กำไร การเปรียบเทียบรายได้กับค่าใช้จ่ายจะแสดงให้เห็นว่ามีรายได้เหลืออยู่เท่าใดหลังหักต้นทุน
เหตุใดจึงควรวัด GMV
GMV คือ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานระดับท็อปไลน์ที่ใช้ติดตามมูลค่าการขายในช่วงเวลาต่างๆ ช่วยให้คุณประเมินผลการขาย ทบทวนการตัดสินใจกำหนดราคา และอธิบายการเติบโตให้แก่นักลงทุนได้
แสดงผลการดำเนินงาน
การเปรียบเทียบ GMV ระหว่างช่วงเวลาจะแสดงให้เห็นว่ามูลค่าการขายของคุณเปลี่ยนแปลงอย่างไร หาก GMV เพิ่มขึ้นจาก 50,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) ในเดือนมกราคมเป็น 75,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,25 ล้านบาท) ในเดือนกุมภาพันธ์ ให้คำนวณอัตราการเติบโต ดังนี้
อัตราการเติบโตของ GMV =
(GMVของช่วงเวลาปัจจุบัน-GMVของช่วงเวลาก่อนหน้า)/GMVของช่วงเวลาก่อนหน้า × 100
(75,000ดอลลาร์(ประมาณ 2,25 ล้านบาท)-50,000ดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท))/50,000ดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) × 100 = เติบโต 50%
ตัวเลขนี้แสดงถึงการเติบโตของมูลค่าการขาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจำนวนสินค้าที่ขายได้เพิ่มขึ้นเสมอไป ราคาที่สูงขึ้นหรือการเปลี่ยนไปขายสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นก็สามารถทำให้ GMV เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
การเปรียบเทียบแบบปีต่อปีช่วยแสดงรูปแบบตามฤดูกาล หากยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นประจำในช่วงวันหยุดฤดูหนาว คุณสามารถใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อวางแผนสินค้าคงคลังและโปรโมชันได้
ใช้ประกอบการกำหนดกลยุทธ์การตั้งราคา
ทีมการตลาดใช้ GMV เพื่อดูว่าแคมเปญใดและการเปลี่ยนแปลงราคาใดช่วยเพิ่มมูลค่าการขายรวม การตรวจสอบตัวเลขแยกตามผลิตภัณฑ์ยังช่วยให้เห็นว่าสินค้าแต่ละรายการมีส่วนช่วยสร้างยอดขายมากน้อยเพียงใด
สมมติว่ากระโปรงราคา 20 ดอลลาร์ (ประมาณ 600 บาท) ขายได้จำนวนชิ้นมากกว่ากระโปรงราคา 50 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,500 บาท) แต่สร้าง GMV ได้น้อยกว่า คุณอาจทดลองขายกระโปรงดังกล่าวเป็นชุดสินค้า โดยเปรียบเทียบมูลค่าการขาย จำนวนชิ้นที่ขายได้ และกำไรต่อคำสั่งซื้อก่อนและระหว่างการทดลอง
ใช้อัตราผลตอบแทนจากกำไรขั้นต้นต่อเงินลงทุนเพื่อเปรียบเทียบกำไรขั้นต้นที่ผลิตภัณฑ์สร้างขึ้นกับต้นทุนสินค้าคงคลังเฉลี่ยที่จำเป็นต่อการจัดเก็บสินค้า
ดึงดูดนักลงทุน
GMV คือ ตัวชี้วัดกิจกรรมการขายที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินธุรกิจได้ หาก GMV รายเดือนเพิ่มขึ้นจาก 100,000 (ประมาณ 3 ล้านบาท) ดอลลาร์ในช่วงต้นปีเป็น 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 15 ล้านบาท) ในช่วงปลายปี แสดงว่ามูลค่าธุรกรรมเติบโตขึ้น
นำเสนอแนวโน้มดังกล่าวร่วมกับงบการเงินที่ครอบคลุมตัวชี้วัดต่างๆ เช่น รายได้ อัตรากำไร และการซื้อซ้ำ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GMV เพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าฐานลูกค้าของคุณกำลังเติบโตหรือยอดขายเหล่านั้นสร้างกำไร
สิ่งที่ GMV ไม่สามารถบอกคุณได้
GMV ไม่สามารถตอบคำถามหลายข้อเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของธุรกิจได้ ได้แก่
- ไม่สะท้อนความสามารถในการทำกำไร: GMV ที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะมีกำไรเหลือเก็บมากขึ้น เพราะยังต้องจ่ายต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
- นิยามแตกต่างกัน: บางบริษัทนับรวมค่าจัดส่งและภาษี หรือหักเงินคืน ขณะที่บางบริษัทใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ควรตรวจสอบนิยามเหล่านี้ก่อนเปรียบเทียบตัวเลข
- รูปแบบธุรกิจส่งผลต่อรายได้: ผู้ค้าปลีกที่ขายสินค้าของตนเองจะรับรู้ยอดขายสินค้าเป็นรายได้ ส่วนมาร์เก็ตเพลซที่อำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินค้าของบุคคลที่สามโดยทั่วไปจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียม ดังนั้น GMV ที่เท่ากันอาจสร้างรายได้ในจำนวนที่แตกต่างกัน
- โปรโมชันและการคืนสินค้าอาจทำให้ผลการดำเนินงานดูสูงเกินจริง: ส่วนลดและการจัดส่งฟรีอาจเพิ่มจำนวนคำสั่งซื้อ แต่ลดกำไรต่อการขาย GMV ที่คำนวณก่อนหักส่วนลดหรือเงินคืนยังนับรวมจำนวนเงินที่ธุรกิจไม่ได้เก็บไว้ด้วย ส่วน GMV ที่ปรับตามการคืนเงินจะหักเงินคืนเหล่านั้นออก
- ไม่สามารถวัดการรักษาลูกค้าได้: ควรติดตามจำนวนผู้ซื้อที่ใช้งานอยู่และการซื้อซ้ำแยกต่างหาก ในผลประกอบการรวมของ Etsy ปี 2025 จำนวนผู้ซื้อที่ใช้งานอยู่ลดลง 2% และยอดขายสินค้ารวมลดลง 5.3% แต่รายได้กลับเติบโตขึ้น 2.7%
กำไรยังส่งผลต่อจำนวนเงินที่ธุรกิจสามารถนำกลับมาลงทุนเพื่อการเติบโตได้ ในการสำรวจเจ้าของร้านค้าของ Shopify ปี 2025 ผู้ตอบแบบสำรวจ 79% ระบุว่าใช้กำไรเป็นเงินทุนสำหรับการเติบโตของธุรกิจด้วยตนเอง*
วิธีตีความ GMV ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น
ในการสำรวจเจ้าของร้านค้าของ Shopify ปี 2025 ฉบับเดียวกัน ผู้ตอบแบบสำรวจ 77% ระบุว่าติดตามยอดขายหรือรายได้รวม ขณะที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งติดตามอัตรากำไร มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย หรืออัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า*
พิจารณา GMV ร่วมกับตัวชี้วัดที่ช่วยเสริมการวิเคราะห์ต่อไปนี้:
- รายได้ เงินที่ธุรกิจได้รับจากการขาย
- อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า สัดส่วนของผู้เข้าชมร้านค้าที่ทำการซื้อสินค้า
- ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC) จำนวนเงินที่ใช้เพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่แต่ละราย
- มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV) จำนวนเงินเฉลี่ยที่ใช้จ่ายต่อคำสั่งซื้อ
- อัตรากำไร สัดส่วนของรายได้ที่เหลือเป็นกำไร
ฟีเจอร์วิเคราะห์ข้อมูลของ Shopify มีให้ใช้ในทุกแพ็กเกจการสมัครสมาชิก และยังสามารถปรับแต่งและบันทึกรายงานได้ไม่ว่าจะใช้แพ็กเกจไหนก็ตาม
หากต้องการค้นหาตัวเลขยอดขายสำหรับการคำนวณ GMV ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
- ในส่วนผู้ดูแล Shopify ไปที่ Analytics > Reports
- กรองหมวดหมู่เป็น Sales จากนั้นเปิดรายงาน Total sales over time
- เลือกช่วงเวลาที่รายงานและวันที่ที่ต้องการเปรียบเทียบ
- ตรวจสอบตัวชี้วัดที่ตรงกับนิยาม GMV ของคุณ
คำเรียกยอดขายของ Shopify แต่ละรายการมีความหมายแตกต่างกัน
- ยอดขายรวม (Gross sales) ราคาสินค้าคูณจำนวน ก่อนหักส่วนลดและการยกเลิกการขาย ไม่รวมค่าจัดส่งและภาษี
- ยอดขายสุทธิ (Net sales) ยอดขายรวมหักส่วนลดและการยกเลิกการขาย
- ยอดขายทั้งหมด (Total sales) ยอดขายสุทธิบวกภาษี อากร ค่าจัดส่ง รวมถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่นำมาใช้คำนวณ GMV รายงานยอดขายยังรวมคำสั่งซื้อที่รอดำเนินการ ยังไม่ชำระเงิน และถูกยกเลิก ดังนั้นยอดรวมจึงไม่ได้สะท้อนจำนวนเงินสดที่ได้รับจริง
GMV และรายได้
สำหรับผู้ค้าปลีกที่ใช้คำนิยาม GMV ก่อนหักส่วนลด GMV คือ มูลค่ารวมของยอดขาย ส่วนรายได้สะท้อนจำนวนเงินจากการขายที่ได้รับหลังหักส่วนลดแล้ว
จากตัวอย่างร้านเครื่องประดับข้างต้น ส่วนลด 10% สำหรับยอดขาย 14,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 435,000 บาท) จะทำให้รายได้ลดลง 1,450 ดอลลาร์ (ประมาณ 43,500 บาท)
รายได้หลังหักส่วนลด = 14,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 43,500 บาท) − 1,450 ดอลลาร์ (ประมาณ 43,500 บาท) = 13,050 ดอลลาร์ (ประมาณ 391,500 บาท)
ตัวอย่างนี้สมมติว่าไม่มีการคืนสินค้าหรือการปรับปรุงรายการอื่น ๆ หาก GMV ของคุณสะท้อนส่วนลดอยู่แล้ว GMV ก็จะเท่ากับ 13,050 ดอลลาร์ (ประมาณ 391,500 บาท) ในตัวอย่างนี้เช่นกัน การหักส่วนลดซ้ำอีกครั้งจะทำให้ยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริง
ตัวเลขทั้งสองยังไม่รวมต้นทุนสินค้าหรือต้นทุนการดำเนินงาน ร้านค้าสองแห่งที่มียอดขายเท่ากันอาจมีกำไรแตกต่างกันได้
GMV และต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC)
ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าใช้วัดจำนวนเงินที่คุณใช้เพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่หนึ่งราย
CAC = ต้นทุนการขายและการตลาดเพื่อให้ได้ลูกค้า / จำนวนลูกค้าใหม่ที่ได้มา
การใช้เงิน 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 300,000 บาท) เพื่อให้ได้ลูกค้า 500 ราย ทำให้ CAC เท่ากับ 20 ดอลลาร์ (ประมาณ 600 บาท)
ทีมการตลาดนำ GMV มาใช้ร่วมกับ CAC อัตรากำไรขั้นต้น และผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการตลาดเพื่อประเมินว่าการใช้จ่ายเพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่ช่วยเพิ่มยอดขายอย่างมีกำไรหรือไม่ ควรเปรียบเทียบต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้ากับกำไรขั้นต้นที่ลูกค้าเหล่านั้นสร้างขึ้น
GMV และมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV)
มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยใช้วัดจำนวนเงินเฉลี่ยที่ลูกค้าใช้จ่ายต่อคำสั่งซื้อ ในการสำรวจของ Shopify ปี 2025 เจ้าของร้านค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป 85% ติดตามรายได้ ขณะที่มีเพียง 52% ที่ติดตาม AOV*
เมื่อ GMV และ AOV ใช้นิยามยอดขายและช่วงเวลาที่รายงานเดียวกัน:
- GMV เพิ่มขึ้นแต่ AOV คงที่ จำนวนคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ยอดขายเติบโต
- GMV เพิ่มขึ้นและ AOV เพิ่มขึ้น การใช้จ่ายต่อคำสั่งซื้อที่สูงขึ้นมีส่วนช่วยให้ยอดขายเติบโต ควรตรวจสอบจำนวนคำสั่งซื้อด้วยเพื่อดูว่าลูกค้าสั่งซื้อบ่อยขึ้นหรือไม่
การคำนวณ AOV ของ Shopify ใช้ยอดขายรวมหักส่วนลด แล้วหารด้วยจำนวนคำสั่งซื้อ โดยไม่รวมรายการปรับปรุงหลังการสั่งซื้อ ค่าจัดส่ง และภาษี การนำ AOV ดังกล่าวไปคูณกับจำนวนคำสั่งซื้อจะไม่สามารถคำนวณย้อนกลับให้ได้ GMV ที่นับรวมรายการเหล่านั้น
เคล็ดลับเพิ่ม GMV คืออะไร
เมื่อคุณคำนวณ GMV คือ มูลค่ารวมของสินค้าที่ขายได้แล้ว ให้ทดลองหาวิธีเพิ่มจำนวนคำสั่งซื้อที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์และมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย
การขายสินค้าในต่างประเทศสามารถช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ Shopify Markets ช่วยให้คุณจัดการยอดขายระหว่างประเทศจากร้านค้าแห่งเดียว ด้วย Shopify Payments ลูกค้าสามารถเลือกดูสินค้าและชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นได้ในพื้นที่ที่รองรับ ก่อนขยายธุรกิจ ควรนำต้นทุนการจัดส่งและค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินมาคำนวณรวมในการกำหนดราคาด้วย
ต่อไปนี้คือ 4 วิธีในการเพิ่มยอดขายจากร้านค้าที่คุณมีอยู่แล้ว
เสนอการจัดส่งฟรี
จากผลสำรวจของ Baymard ในปี 2026 นักช้อปออนไลน์ในสหรัฐฯ 40% ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สูง เช่น ค่าจัดส่ง ภาษี และค่าธรรมเนียม เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ละทิ้งรถเข็นสินค้าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา
การจัดส่งฟรีสามารถกระตุ้นให้ลูกค้าดำเนินการสั่งซื้อจนเสร็จสมบูรณ์ได้ การกำหนดยอดซื้อขั้นต่ำเพื่อรับสิทธิ์จัดส่งฟรียังช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้นด้วย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากำไรจากคำสั่งซื้อที่เข้าเงื่อนไขครอบคลุมต้นทุนการจัดส่ง
คุณสามารถเพิ่มเงื่อนไขยอดซื้อขั้นต่ำเพื่อรับสิทธิ์จัดส่งฟรีให้กับตัวเลือกการจัดส่งที่มีอยู่ใน Shopify ได้ดังนี้
- ไปที่ Settings > Shipping and delivery แล้วเปิดโปรไฟล์การจัดส่งที่เกี่ยวข้อง
- ภายใต้ Shipping zones ให้เปิดเมนูข้างตัวเลือกการจัดส่ง แล้วเลือก Edit shipping option
- เลือก Offer free shipping แล้วใส่ยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ
- คลิก Done จากนั้นคลิก Save
ทดลองสั่งซื้อทั้งที่มียอดต่ำกว่าและสูงกว่าเกณฑ์ เพื่อยืนยันว่าอัตราค่าจัดส่งที่แสดงถูกต้อง แสดงยอดซื้อขั้นต่ำดังกล่าวบนหน้าสินค้าและหน้ารถเข็น เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นได้ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนชำระเงิน

เสนอขายสินค้าเพิ่มเติมและสินค้าเสริม
แนะนำสินค้าที่สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้ากำลังพิจารณาซื้ออยู่แล้ว
- การเพิ่มยอดขาย แนะนำสินค้ารุ่นที่มีราคาสูงกว่าและมีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง เช่น กระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
- การขายสินค้าเสริม แนะนำสินค้าที่ใช้ร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่น แนะนำตัวกรองกาแฟแบบใช้ซ้ำได้ควบคู่กับเครื่องชงกาแฟสำหรับเดินทาง
Shopify Search & Discovery ช่วยให้คุณเลือกสินค้าที่เกี่ยวข้องและสินค้าเสริมเพื่อแสดงบนหน้าสินค้าได้ ในแอป ให้เปิด Product recommendations > Add recommendations แล้วเลือกสินค้าที่ต้องการแก้ไข
กำหนดสินค้าที่ต้องการแนะนำ จากนั้นบันทึก โดยใช้สินค้าที่เกี่ยวข้องเป็นตัวเลือกทดแทน และใช้สินค้าเสริมเป็นสินค้าเพิ่มเติมสำหรับการซื้อ
ธีมต้องรองรับส่วนหรือบล็อกแนะนำสินค้าที่เข้ากันได้ เพิ่มส่วนหรือบล็อกเหล่านี้ลงในเทมเพลตสินค้าในตัวแก้ไขธีม จากนั้นตรวจสอบว่าการแนะนำสินค้าแสดงผลอย่างไรบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์มือถือ
ขายสินค้าเป็นชุด
การจัดชุดสินค้า คือการรวมสินค้าหลายรายการไว้ในข้อเสนอเดียว วิธีการต่าง ๆ ได้แก่:
- การจัดชุดสินค้าแบบตายตัว ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้เฉพาะในรูปแบบชุดเท่านั้น
- การจัดชุดแบบผสม ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าแยกชิ้นหรือซื้อรวมเป็นชุดได้
- การจัดชุดสินค้าในราคาพิเศษ ลูกค้าจ่ายเงินสำหรับสินค้ารวมกันในราคาที่ต่ำกว่าการซื้อแยกชิ้น
ตัวอย่างเช่น Founders Favorite Trio ของ Literie รวมเทียนหอมสามกลิ่นไว้ในหน้าสินค้าเดียว ลูกค้าสามารถเพิ่มสินค้าทั้งชุดลงในรถเข็นได้ด้วยการดำเนินการเพียงครั้งเดียว
เอริกา เวเบอร์ ผู้ก่อตั้ง Literie กล่าวในการสัมภาษณ์ Shopify Masters ว่า “เราจัดเทียนสามเล่มในราคาที่ลดลง และลูกค้าสามารถซื้อได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว แทนที่จะต้องเพิ่มเทียนสามเล่มแยกกันลงในรถเข็น”
เธอกล่าวต่อว่า “การจัดชุดสินค้าเช่นนี้ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานภายในคลังสินค้า และช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งอาจมากกว่าที่พวกเขาจะซื้อหากตั้งใจเข้ามาซื้อเทียนเพียงเล่มเดียว”
สำหรับการทดลองจัดชุดสินค้า ให้เลือกสินค้าที่ลูกค้ามักซื้อร่วมกัน กำหนดราคาที่ครอบคลุมต้นทุนสินค้ารวมและต้นทุนการจัดเตรียมและส่งมอบสินค้า จากนั้นเปรียบเทียบมูลค่าคำสั่งซื้อและกำไรกับการซื้อสินค้าแยกชิ้น
แอป Shopify Bundles ที่ใช้งานได้ฟรีช่วยให้คุณสร้างชุดสินค้าคงที่และแพ็กสินค้าหลายชิ้นได้โดยตรงจากหน้าผู้ดูแลระบบ Shopify ลูกค้าสามารถเลือกตัวเลือกสินค้าที่มีให้เลือก และระบบจะอัปเดตสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์
ลดความยุ่งยากในขั้นตอนชำระเงิน
ผลสำรวจของ Baymard ในปี 2026 พบว่า นักช้อปออนไลน์ในสหรัฐฯ 17% ละทิ้งคำสั่งซื้อเนื่องจากขั้นตอนชำระเงินใช้เวลานานเกินไปหรือมีความซับซ้อนมากเกินไป
แอนนา เอ็ม. ปีเตอร์สัน อดีตหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Everlane กล่าวว่า “เราติดตามว่าลูกค้าใช้เวลาในการดำเนินขั้นตอนการซื้อสินค้าเร็วเพียงใด เพราะเป้าหมายของเราคือทำให้กระบวนการนี้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยิ่งลูกค้าใช้เวลาอยู่บนหน้าชำระเงินนานเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งมีโอกาสกลับมาทบทวนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การละทิ้งรถเข็นสินค้า”
ตรวจสอบองค์ประกอบต่อไปนี้ในขั้นตอนชำระเงิน:
- เรองรับการชำระเงินโดยไม่ต้องสมัครบัญชีและการชำระเงินแบบรวดเร็ว ให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องสร้างบัญชีร้านค้า Shop Pay ช่วยให้ลูกค้าบันทึกข้อมูลการชำระเงินและการจัดส่งไว้สำหรับการซื้อครั้งต่อไปได้
- มีตัวเลือกการชำระเงินที่เหมาะสม เสนอวิธีชำระเงินที่ลูกค้าใช้งานจริง ตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขก่อนเพิ่มตัวเลือก เช่น Shop Pay Installments
- แสดงค่าจัดส่งและระยะเวลาจัดส่งอย่างชัดเจน แสดงค่าจัดส่งและระยะเวลาจัดส่งโดยประมาณก่อนที่ลูกค้าจะยืนยันคำสั่งซื้อ โดยให้ระยะเวลาที่แจ้งไว้สอดคล้องกับความสามารถในการจัดเตรียมและส่งมอบสินค้า
ทดลองขั้นตอนชำระเงินบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์มือถือ รวมถึงการกรอกที่อยู่และการชำระเงิน หลังจากเปลี่ยนแปลงแล้ว ให้เปรียบเทียบอัตราการชำระเงินที่เสร็จสมบูรณ์และ GMV ในช่วงเวลาที่เทียบเคียงกันได้
ใช้ GMV เพื่อขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
GMV คือ ตัวชี้วัดว่าคุณขายสินค้าได้มากเพียงใด ส่วนกำไรและกระแสเงินสดจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าธุรกิจสามารถรองรับการเติบโตได้มากน้อยเพียงใด
จากผลสำรวจของ Shopify ในปี 2025 เจ้าของร้านค้า 20% ระบุว่าอยากรอให้กระแสเงินสดมีความสม่ำเสมอมากขึ้นก่อนขยายธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเสียดายมากที่สุด รองลงมาคือการไม่รอให้ธุรกิจทำกำไรได้ก่อน ซึ่งอยู่ที่ 19%*
นำตัวเลข GMV มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ดังนี้
- บันทึกค่าตั้งต้น คำนวณ GMV สำหรับช่วงเวลาที่กำหนดโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน บันทึกจำนวนคำสั่งซื้อ มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย และกำไรสำหรับช่วงเวลาเดียวกัน
- ทดสอบการเปลี่ยนแปลงทีละอย่าง ทดลองกำหนดยอดซื้อขั้นต่ำเพื่อรับสิทธิ์จัดส่งฟรี หรือจัดชุดสินค้า กำหนดวันที่ทบทวนผลและวงเงินใช้จ่าย ใช้การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนเพื่อประมาณจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มเติมที่การทดลองต้องสร้างให้ได้เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุน
- ตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนขยายธุรกิจ เปรียบเทียบยอดขายและกำไรหลังหักต้นทุนการจัดส่งและการได้มาซึ่งลูกค้า วิเคราะห์กระแสเงินสดเพื่อยืนยันว่าคุณสามารถชำระค่าสินค้าคงคลังเพิ่มเติมและชำระเงินให้ซัพพลายเออร์ได้
ขยายการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยเพิ่มยอดขายและกำไร โดยดำเนินการในอัตราที่กระแสเงินสดของคุณรองรับได้
*อ้างอิงจากการสำรวจในเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งจัดทำเป็นภาษาอังกฤษกับผู้ค้า Shopify จำนวน 500 รายในออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ผู้ตอบแบบสำรวจเป็นผู้ค้าที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วอย่างน้อยสองปีบนแพลตฟอร์ม ผลลัพธ์สะท้อนประสบการณ์ของกลุ่มตัวอย่างนี้โดยเฉพาะ และอาจไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนของผู้ค้าทั้งหมดได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ GMV คืออะไร
GMV ในธุรกิจค้าปลีกคืออะไร
GMV ในธุรกิจค้าปลีกคือมูลค่ารวมของสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาที่กำหนด คำนวณตามกฎที่ผู้ค้าปลีกระบุไว้ กฎเหล่านั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าจะรวมการคืนเงิน ส่วนลด ค่าจัดส่ง ภาษี รวมถึงอากรหรือไม่
GMV เหมือนกับรายได้หรือไม่
ไม่เหมือนกัน GMV วัดมูลค่ารวมของสินค้าที่ขายได้ ส่วนรายได้คือเงินที่ธุรกิจรับรู้ ตัวเลขทั้งสองอาจใกล้เคียงกันสำหรับผู้ค้าปลีกที่ขายสินค้าในสต็อกของตัวเอง แต่สำหรับมาร์เก็ตเพลส รายได้มักเป็นเพียงเศษส่วนหนึ่งของ GMV เพราะแพลตฟอร์มได้รายได้จากค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียม
GMV และ AOV คืออะไร
GMV คือมูลค่ารวมของคำสั่งซื้อในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วน AOV หรือมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย คือยอดเงินเฉลี่ยที่ใช้จ่ายต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ เมื่อทั้งสองใช้นิยามยอดขายและวันที่เดียวกัน GMV จะเท่ากับจำนวนคำสั่งซื้อคูณด้วย AOV
GMV ที่ดีควรเป็นเท่าใด
ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ GMV ที่ดี ให้เปรียบเทียบ GMV กับช่วงเวลาก่อนหน้าและเป้าหมายยอดขายโดยใช้วิธีคำนวณเดียวกัน ทบทวนด้วยว่ารายได้ กำไร รวมถึงกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เพราะ GMV ที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าธุรกิจได้เงินมากขึ้น
คำนวณกำไรจาก GMV อย่างไร
ไม่สามารถคำนวณกำไรจาก GMV ได้ อันดับแรกต้องคำนวณรายได้ที่รับรู้โดยคำนึงถึงรายการต่างๆ เช่น การคืนเงิน ส่วนลด ภาษี ค่าจัดส่ง รวมถึงค่าคอมมิชชันของมาร์เก็ตเพลส จากนั้นหักต้นทุนสินค้าเพื่อให้ได้กำไรขั้นต้น หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพื่อให้ได้กำไรจากการดำเนินงาน หรือหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อให้ได้กำไรสุทธิ

