นับตั้งแต่อีคอมเมิร์ซขยายตัวไปทั่วโลก ผู้บริโภคได้เริ่มซื้อสินค้าจากร้านค้าต่างประเทศมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้าระหว่างประเทศ การศึกษาบริการจัดส่งที่ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าทั่วโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ePacket เป็นหนึ่งในบริการจัดส่งดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งพัสดุจากจีนและฮ่องกงไปยังกว่า 40 ประเทศ
หากคุณดำเนินธุรกิจร้านค้าออนไลน์หรือธุรกิจดรอปชิปปิ้งกับ AliExpress หรือกำลังศึกษาเรื่องดรอปชิปปิ้งโดยทั่วไป หรือเป็นลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจากผู้ค้าปลีกจีน คุณสามารถใช้ ePacket เพื่อจัดส่งและรับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
อ่านต่อเพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานของการจัดส่งและติดตาม ePacket พร้อมหาคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดส่ง ePacket
อ่านต่อเพื่อทำความเข้าใจว่า ePacket มีขั้นตอนการจัดส่งและติดตามพัสดุอย่างไร พร้อมคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริการจัดส่งแบบ ePacket
ePacket คืออะไร?
ePacket คือบริการจัดส่งพัสดุระหว่างประเทศในราคาประหยัด สำหรับพัสดุขนาดเล็กและสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูง โดยจัดส่งจากจีนและฮ่องกงไปยังประเทศปลายทางต่าง ๆ บริการนี้เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 2011 และดำเนินการผ่านผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอก
จุดประสงค์หลักของ ePacket คือช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ที่นำเข้าสินค้าจากจีนสามารถส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่าการส่งแบบไปรษณีย์มาตรฐานทั่วไป ทำให้ลูกค้าได้รับของเร็วขึ้น และประสบการณ์สั่งซื้อดีขึ้น
สำหรับธุรกิจดรอปชิปที่พึ่งพาซัพพลายเออร์ในจีน ePacket เป็นตัวช่วยสำคัญในการแข่งขันกับผู้ผลิตหรือร้านค้าในประเทศ เพราะช่วยย่นระยะเวลาจัดส่งให้ใกล้เคียงมากขึ้น
ด้านต้นทุน ค่าจัดส่งจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักและประเทศปลายทาง ตัวอย่างเช่น หากจัดส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 120-800 บาทสำหรับน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม หรือประมาณ 270 บาทสำหรับพัสดุ 500 กรัม ตามอัตราค่าบริการ ePacket ปัจจุบันของ China Post ที่ 23 หยวนต่อพัสดุ บวก 85 หยวนต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ อัตราค่าจัดส่งอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและนโยบายของผู้ให้บริการขนส่ง
การจัดส่งแบบ ePacket คืออะไร?
ตามชื่อที่มีตัวอักษร “e” นำหน้า ePacket คือบริการจัดส่งและติดตามพัสดุที่ออกแบบมาเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักเบา จากร้านค้าออนไลน์ที่จัดส่งจากจีนและฮ่องกงได้รวดเร็วขึ้น และมีต้นทุนที่เข้าถึงได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการส่งแบบมาตรฐานบางประเภท
โดยทั่วไป ผู้ซื้ออาจเห็นตัวเลือก ePacket ในหน้าชำระเงินของร้านค้าจีนบนแพลตฟอร์มอย่าง eBay, AliExpress หรือ Alibaba ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกการจัดส่งที่ได้รับความนิยมสำหรับสินค้าขนาดเล็ก
ร้านค้าออนไลน์หรือผู้ประกอบการในจีนและฮ่องกงสามารถเลือกใช้ ePacket ได้ หากพัสดุเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของบริการ เช่น ขนาด น้ำหนัก และประเภทสินค้า
ด้วยเหตุนี้ ePacket จึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการควบคุมต้นทุนการจัดส่ง และยังคงรักษาความรวดเร็วในการส่งสินค้าไปยังลูกค้าต่างประเทศ
ข้อกำหนดของ ePacket ในการจัดส่ง
สำหรับพัสดุ ePacket ที่ส่งจากจีนหรือฮ่องกงมายังไทย โดยทั่วไปต้องเป็นพัสดุขนาดเล็กตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของบริการ ดังนี้
พัสดุต้องมีความยาวไม่เกิน 61 เซนติเมตร และเมื่อรวม ความยาว + ความกว้าง + ความหนา ต้องไม่เกิน 91 เซนติเมตร
น้ำหนักต้องไม่เกิน 2 กิโลกรัม
พัสดุต้องจัดส่งจากจีนหรือฮ่องกงไปยังประเทศปลายทางที่รองรับ ePacket ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รองรับบริการนี้ผ่านระบบไปรษณีย์ไทย
มูลค่าสินค้าโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 400 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14,000–15,000 บาท) อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้รับในประเทศไทย สิ่งที่ต้องพิจารณาจริง ๆ คือกฎศุลกากรไทย ซึ่งอาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าและ VAT 7% ตามประเภทสินค้าและการประเมินของเจ้าหน้าที่
ตัวอย่างสินค้าที่มักเข้าเกณฑ์ ePacket เช่น
- เคสโทรศัพท์: 10 x 7 x 2 ซม., 70 กรัม
- เสื้อเชิ้ตในซองไปรษณีย์: 30 x 25 x 3 ซม., 250 กรัม
- หมวกถักหรือหมวกแฟชั่น: 25 x 20 x 8 ซม., 150 กรัม
- สายนาฬิกาข้อมือ (ไม่มีแบตเตอรี่): 18 x 9 x 2 ซม., 50 กรัม
- ของเล่นขนาดเล็ก: 15 x 10 x 10 ซม., 140 กรัม
สินค้าข้างต้นมีน้ำหนักต่ำกว่า 2 กิโลกรัม และอยู่ในข้อจำกัดด้านขนาดของ ePacket
ควรคำนวณน้ำหนักรวมบรรจุภัณฑ์และวัสดุกันกระแทกเข้าไปด้วย เพราะน้ำหนักที่ใช้คิดค่าจัดส่งคือ “น้ำหนักรวมของพัสดุ” ไม่ใช่น้ำหนักสินค้าเพียงอย่างเดียว
ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งแบบ ePacket
หากกำลังวางแผนใช้ ePacket และต้องการคำนวณค่าจัดส่ง นี่คือภาพรวมคร่าว ๆ ของต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น
|
น้ำหนัก |
สูตรคำนวณ (หยวน) |
เทียบเท่าเป็นเงินบาท |
|
0.5 กก. |
23 + (0.5 × 85) = 65.5 CNY |
330 บาท |
|
1.0 กก. |
23 + (1 × 85) = 108 CNY |
540 บาท |
|
1.5 กก. |
23 + (1.5 × 85) = 150.5 CNY |
750 บาท |
|
2.0 กก. |
23 + (2 × 85) = 193 CNY |
965 บาท |
ePacket เดลิเวอรี่ คืออะไร
ePacket delivery คือบริการจัดส่งพัสดุระหว่างประเทศสำหรับสินค้าขนาดเล็กจากจีนและฮ่องกงมายังประเทศปลายทาง รวมถึงประเทศไทย โดยออกแบบมาให้มีต้นทุนไม่สูง และมีระบบติดตามพัสดุที่ตรวจสอบสถานะได้
ในบริบทของไทย ePacket มักถูกใช้กับการสั่งสินค้าจากแพลตฟอร์มอย่าง AliExpress, Alibaba หรือร้านค้าจีนโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มร้านออนไลน์และผู้ทำดรอปชิปที่ต้องการต้นทุนค่าส่งต่ำกว่าบริการด่วนอย่าง DHL หรือ FedEx
เมื่อพัสดุเดินทางมาถึงประเทศไทย จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของศุลกากร จากนั้นจะถูกส่งต่อให้ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้จัดส่งช่วงสุดท้าย ซึ่งระยะเวลาจัดส่งขึ้นอยู่กับการผ่านพิธีการศุลกากรและพื้นที่ปลายทาง
ใครเป็นผู้จัดส่ง ePacket?
การจัดส่ง ePacket มีผู้ให้บริการหลายรายตลอดเส้นทางขนส่ง เริ่มจากผู้ให้บริการในจีนหรือฮ่องกงที่รับพัสดุและอัปเดตสถานะติดตาม จากนั้นพัสดุจะถูกส่งผ่านระบบขนส่งระหว่างประเทศมายังประเทศไทย โดยเมื่อพัสดุผ่านด่านศุลกากรไทยแล้ว ไปรษณีย์ไทยจะเป็นผู้รับช่วงต่อและจัดส่งไปยังที่อยู่ของผู้รับ
ePacket ส่งถึงหน้าบ้านหรือไม่
โดยทั่วไป เมื่อพัสดุ ePacket มาถึงประเทศไทยและผ่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ไปรษณีย์ไทยมักจัดส่งถึงบ้านตามที่อยู่ที่ระบุไว้ อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ปลายทางอยู่ห่างไกล หรือมีข้อจำกัดด้านการจัดส่ง ผู้รับอาจได้รับใบแจ้งให้ไปรับพัสดุที่ที่ทำการไปรษณีย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของไปรษณีย์ไทยในแต่ละพื้นที่
ePacket มีระบบติดตามพัสดุหรือไม่
ePacket มาพร้อมระบบติดตามพัสดุและการยืนยันการจัดส่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้ขายและผู้รับสามารถตรวจสอบสถานะพัสดุได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
เมื่อพัสดุถูกส่งออกจากจีนหรือฮ่องกง ผู้ส่งสามารถติดตามผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการต้นทาง เช่น China Post หรือ Hongkong Post และเมื่อพัสดุเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว สามารถใช้หมายเลขเดิมตรวจสอบต่อผ่านเว็บไซต์ไปรษณีย์ไทยได้

วิธีติดตามพัสดุ ePacket
หากต้องการติดตามสถานะพัสดุ ePacket สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าพัสดุอยู่ในขั้นตอนใดของการขนส่ง
วิธีแรกคือการตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการไปรษณีย์ต้นทาง เช่น China Post หรือ Hongkong Post ในช่วงที่พัสดุยังอยู่ระหว่างเดินทางจากจีน เมื่อพัสดุเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว สามารถใช้หมายเลขติดตามเดิมตรวจสอบต่อผ่านเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย เพื่อดูสถานะล่าสุด เช่น อยู่ระหว่างศุลกากร กำลังนำจ่าย หรือจัดส่งสำเร็จแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงของการขนส่ง โดยเฉพาะระหว่างที่พัสดุอยู่ในจีน การติดตามผ่านเว็บไซต์ทางการอาจไม่สะดวกหรือข้อมูลอัปเดตช้า ผู้ซื้อหลายรายจึงเลือกใช้บริการติดตามพัสดุจากผู้ให้บริการภายนอก (third-party tracking) ซึ่งรวมข้อมูลจากหลายระบบไว้ในที่เดียว
ตัวอย่างบริการติดตามพัสดุจากผู้ให้บริการภายนอกที่ได้รับความนิยม ได้แก่
ParcelsApp
ParcelsApp เป็นเว็บไซต์ติดตามพัสดุที่รองรับ ePacket โดยดึงข้อมูลจากทั้ง China Post และผู้ให้บริการปลายทาง เช่น ไปรษณีย์ไทยหรือ USPS ข้อดีคือรวมสถานะจากหลายระบบไว้ในหน้าเดียว และแสดงเวลาจัดส่งโดยประมาณ ทำให้ตรวจสอบได้สะดวกกว่าเข้าเว็บหลายแห่ง
AfterShip
AfterShip เป็นแพลตฟอร์มติดตามพัสดุที่ใช้งานง่าย รองรับหมายเลขติดตามหลายรายการพร้อมกัน เหมาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการเช็กสถานะพัสดุหลายชิ้นในครั้งเดียว หรือเชื่อมต่อระบบติดตามเข้ากับร้านค้า
17TRACK
17TRACK เป็นทั้งเว็บไซต์และแอปที่ร้านค้าออนไลน์จำนวนมากใช้งาน รองรับการติดตาม ePacket และผู้ให้บริการขนส่งทั่วโลก สำหรับร้านที่ใช้ Shopify สามารถติดตั้งแอปเพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อได้เอง พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อสถานะพัสดุมีการเปลี่ยนแปลง
หากพัสดุ ePacket สูญหายหรือเสียหาย ต้องทำอย่างไร
สำหรับพัสดุ ePacket ซึ่งเป็นไปรษณีย์ระหว่างประเทศขาเข้า โดยหลักการแล้ว การชดเชยความเสียหาย (indemnity) จะดำเนินการระหว่างไปรษณีย์ต้นทางกับผู้ส่งสินค้า ไม่ได้จ่ายตรงให้ผู้รับในประเทศปลายทาง
ในบริบทประเทศไทย หากพบปัญหาพัสดุสูญหายหรือสินค้าเสียหาย ผู้ซื้อควรติดต่อร้านค้าที่สั่งซื้อโดยตรง เพื่อให้ร้านเป็นผู้ยื่นเรื่องเคลมกับไปรษณีย์ต้นทาง หรือผู้ให้บริการขนส่งที่ออกใบปะหน้า (shipping label provider)
หากพัสดุมาถึงไทยในสภาพเสียหาย หรือมีของหายบางส่วน ควรนำพัสดุและบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดไปติดต่อที่ทำการไปรษณีย์ไทยใกล้บ้าน เจ้าหน้าที่สามารถจัดทำรายงานความเสียหาย เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเคลมของผู้ส่งกับต้นทางได้
💡 หากต้องดำเนินการเคลมหรือมีข้อพิพาท ควรเก็บหลักฐานต่อไปนี้ไว้ให้ครบ
- หมายเลขติดตามพัสดุ (Tracking Number)
- หลักฐานการสั่งซื้อหรือใบเสร็จ
- รูปถ่ายบรรจุภัณฑ์ภายนอกและสภาพสินค้า
- เอกสารรับรองความเสียหายจากไปรษณีย์ (ถ้ามี)
การเก็บหลักฐานครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการเคลมกับผู้ขายหรือแพลตฟอร์มเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น
ประเทศไหนบ้างที่รองรับ ePacket?
ตามข้อมูลของ China Post มีทั้งหมด 92 ประเทศที่รองรับบริการ ePacket โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมด้วย รายชื่อประเทศที่รองรับมีดังนี้
- แอลเบเนีย
- แอลจีเรีย
- อาร์เจนตินา
- อาร์มีเนีย
- ออสเตรเลีย
- ออสเตรีย
- อาเซอร์ไบจาน
- บาห์เรน
- บังกลาเทศ
- เบลารุส
- เบลเยียม
- บราซิล
- บัลแกเรีย
- กัมพูชา
- แคนาดา
- ชิลี
- โคลอมเบีย
- คอสตาริกา
- โครเอเชีย
- ไซปรัส
- สาธารณรัฐเช็ก
- เดนมาร์ก
- อียิปต์
- เอลซัลวาดอร์
- เอสโตเนีย
- ฟินแลนด์
- ฝรั่งเศส
- เฟรนช์โปลินีเซีย
- จอร์เจีย
- เยอรมนี
- กรีซ
- กัวเตมาลา
- ฮังการี
- ไอซ์แลนด์
- อินเดีย
- อินโดนีเซีย
- อิหร่าน
- ไอร์แลนด์
- อิสราเอล
- อิตาลี
- ญี่ปุ่น
- คาซัคสถาน
- คูเวต
- คีร์กีซสถาน
- ลาว
- ลัตเวีย
- เลบานอน
- ลักเซมเบิร์ก
- มาเลเซีย
- มัลดีฟส์
- มอลตา
- เม็กซิโก
- มอลโดวา
- มองโกเลีย
- โมร็อกโก
- เมียนมาร์
- เนเธอร์แลนด์
- นิวซีแลนด์
- นอร์เวย์
- โอมาน
- ปากีสถาน
- เปรู
- โปแลนด์
- โปรตุเกส
- กาตาร์
- เรอูนียง
- โรมาเนีย
- รัสเซีย
- ซาอุดีอาระเบีย
- เซอร์เบีย
- เซเชลส์
- สิงคโปร์
- สโลวาเกีย
- สโลวีเนีย
- แอฟริกาใต้
- เกาหลีใต้
- สเปน
- ศรีลังกา
- สวีเดน
- สวิตเซอร์แลนด์
- ไทย
- ฟิลิปปินส์
- ตูนิเซีย
- ตุรกี
- สหราชอาณาจักร
- สหรัฐอเมริกา
- ยูเครน
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- อุรุกวัย
- อุซเบกิสถาน
- เวียดนาม
- แซมเบีย
ePacket ใช้เวลาจัดส่งจากจีนมาไทยกี่วัน
โดยเฉลี่ยแล้ว การจัดส่ง ePacket จากจีนมายังประเทศไทยใช้เวลาประมาณ 7–15 วันทำการ นับจากวันที่พัสดุถูกส่งออกจากต้นทาง
โดยทั่วไป ระยะเวลาประมาณครึ่งหนึ่งจะอยู่ในขั้นตอนการขนส่งระหว่างประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นขั้นตอนคัดแยกและกระจายพัสดุภายในประเทศ รวมถึงกระบวนการศุลกากรไทย
แม้ระยะเวลา 1–2 สัปดาห์อาจดูนานเมื่อเทียบกับบริการขนส่งด่วน แต่ ePacket เป็นบริการที่เน้นต้นทุนต่ำ และพัสดุมักถูกจัดการแบบรวมล็อตก่อนกระจายต่อหลายทอด
ข้อดีคือสามารถติดตามสถานะได้ตลอดเส้นทางผ่านระบบ tracking ทำให้ผู้ซื้อในไทยตรวจสอบได้ว่าพัสดุกำลังอยู่ในขั้นตอนใด ลดความกังวลระหว่างรอสินค้า
ระยะเวลาจัดส่ง ePacket ไปประเทศอื่น
โดยทั่วไป ePacket ไปยังประเทศปลายทางส่วนใหญ่ใช้เวลาสูงสุดประมาณ 15 วันทำการเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจริงอาจแตกต่างกันตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- ความพร้อมของเที่ยวบินระหว่างประเทศ
- ระยะเวลาการตรวจปล่อยศุลกากร
- วันหยุดนักขัตฤกษ์ในประเทศต้นทางหรือปลายทาง
- สภาพอากาศหรือเหตุการณ์พิเศษ
ประเทศที่มีพื้นที่กว้างมาก เช่น บราซิลหรือรัสเซีย อาจใช้เวลานานกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากระยะทางภายในประเทศและขั้นตอนกระจายพัสดุที่ซับซ้อนกว่า
ePacket เทียบกับวิธีจัดส่งอื่นๆ จากจีน
ePacket ไม่ใช่ตัวเลือกเดียวสำหรับการจัดส่งสินค้าจากจีน แต่สำหรับสินค้าขนาดเล็กและงบประมาณจำกัด หลายร้านมองว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า ทั้งด้านราคาและระยะเวลาในการจัดส่ง
ด้านล่างคือภาพรวมเปรียบเทียบบริการจัดส่งยอดนิยมจากจีน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจและความคาดหวังของลูกค้าในไทย
|
วิธีจัดส่ง |
เหมาะกับใคร |
ระยะเวลาจัดส่งโดยเฉลี่ย (ถึงไทย) |
พื้นที่ให้บริการ |
|
ePacket |
สินค้าน้ำหนักเบา ต้องการต้นทุนคุ้มค่าและมี Tracking |
7–15 วันทำการ |
90+ ประเทศ (รวมไทย) |
|
China Post ลงทะเบียน |
สินค้าไม่เร่งด่วน ต้องการประหยัดค่าส่ง |
7–30 วัน |
200+ ประเทศ |
|
China Post แบบธรรมดา |
สินค้ามูลค่าต่ำ ไม่ซีเรียสเรื่องเวลา |
20–60 วันทำการ |
200+ ประเทศ |
|
DHL Express ขนส่งด่วนพิเศษ |
สินค้าเร่งด่วน หรือสินค้ามูลค่าสูง |
2–7 วันทำการ |
220+ ประเทศ |
|
AliExpress แบบธรรมดา |
ร้านที่ขายผ่าน AliExpress ต้องการระบบติดตามในตัว |
10–45 วันทำการ |
ทั่วโลก |
ePacket เทียบกับ China Post
นอกจาก ePacket แล้ว China Post ยังมีบริการจัดส่งระหว่างประเทศอีก 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- International Registered Small Parcel (แบบลงทะเบียน) ซึ่งมีระบบติดตามพัสดุและมีนโยบายชดเชยกรณีสูญหาย
- Ordinary Small Packet (แบบธรรมดา) ซึ่งเป็นตัวเลือกประหยัดที่สุด แต่การติดตามสถานะมีจำกัดหรืออาจไม่มีเลย
ทั้งสองบริการรองรับพัสดุน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม และจัดส่งได้มากกว่า 200 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
หากต้องการ Tracking ชัดเจน ควรเลือกแบบ Registered หากต้องการลดต้นทุนให้มากที่สุด และไม่กังวลเรื่องระยะเวลา เลือกแบบ Ordinary จะเหมาะกว่า สำหรับร้านค้าไทยที่ทำพรีออเดอร์หรือดรอปชิป การใช้ ePacket มักถูกมองว่าอยู่ “กึ่งกลาง” ระหว่างความเร็วและต้นทุน ขณะที่ China Post แบบธรรมดาเหมาะกับสินค้ามูลค่าต่ำมากเท่านั้น
ePacket เทียบกับ DHL Express
DHL Express เป็นบริการขนส่งด่วนที่มีกรอบเวลาจัดส่งชัดเจน และในบางพื้นที่สามารถส่งแบบวันถัดไปได้ ซึ่งข้อดีของ DHL ได้แก่
- ส่งถึงหน้าบ้านแบบ door-to-door
- มีระบบติดตามแบบเรียลไทม์
- มีประกันสินค้า
- ระยะเวลาขนส่งเร็วมาก
แต่ต้นทุนสูงกว่า ePacket อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น พัสดุน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม
- ePacket อาจอยู่ราว 700–1,000 บาท
- DHL อาจเริ่มต้นที่ประมาณ 1,800–2,500 บาทขึ้นไป
นอกจากนี้ บริการขนส่งด่วนเชิงพาณิชย์อย่าง DHL มักมีโอกาสถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมชัดเจนกว่าไปรษณีย์ทั่วไป ซึ่งผู้ขายควรคำนวณต้นทุนส่วนนี้ไว้ด้วย
ePacket เทียบกับ AliExpress Standard Shipping
AliExpress Standard Shipping เป็นบริการที่แพลตฟอร์ม AliExpress บริหารจัดการเอง โดยใช้เครือข่าย Cainiao ซึ่งอยู่ในเครือ Alibaba
โดยทั่วไป Standard Shipping ถูกจัดเป็นตัวเลือก “ราคากลาง” มีระบบติดตามพัสดุ และใช้เวลาจัดส่งประมาณ 10–45 วัน ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง
เหมาะสำหรับร้านที่ขายบน AliExpress และต้องการให้ระบบ Tracking เชื่อมกับ Seller Dashboard อัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม แม้ AliExpress จะยังเป็นแหล่งยอดนิยมสำหรับดรอปชิป แต่ปัจจุบันมีทางเลือกที่จัดส่งได้เร็วกว่า เช่น แพลตฟอร์มที่เชื่อมกับซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ หรือยุโรป ซึ่งอาจจัดส่งภายใน 3–7 วัน
สำหรับผู้ประกอบการไทย การเลือกใช้บริการใดจึงควรพิจารณาจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ระยะเวลาที่ลูกค้ายอมรับได้โครงสร้างต้นทุน และโอกาสถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า โดยหากเน้นต้นทุนต่ำและลูกค้ารอได้ ePacket ยังเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า แต่หากต้องการสร้างประสบการณ์ใกล้เคียงร้านในประเทศ การใช้บริการด่วนหรือซัพพลายเออร์ใกล้ตลาดเป้าหมายอาจตอบโจทย์มากกว่า
การจัดส่ง ePacket บน AliExpress
เมื่อทำดรอปชิปสินค้าจาก AliExpress หรือ Alibaba การเลือกจัดส่งแบบ ePacket ช่วยให้ลูกค้าได้รับสินค้าในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล พร้อมมีระบบติดตามพัสดุให้ตรวจสอบสถานะได้ตลอดเส้นทาง
สำหรับร้านค้าไทยที่นำเข้าสินค้าจากจีน ePacket มักเป็นตัวเลือกที่ “เสถียร” และคาดการณ์ได้มากกว่าบริการราคาประหยัดบางประเภท ซึ่งอาจไม่มีระบบติดตามหรือมีความล่าช้าสูงกว่า
โดยทั่วไป ePacket เป็นตัวเลือกจัดส่งที่ฟรีหรือมีต้นทุนต่ำมาก ทำให้ร้าน dropship สามารถเสนอ “ส่งฟรี” เพื่อดึงดูดลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ขายควรสื่อสารเรื่องระยะเวลาจัดส่งให้ชัดเจน เพราะแม้จะคุ้มค่า แต่ไม่ได้รวดเร็วเท่าบริการด่วน
จะรู้ได้ยังไงว่าพัสดุที่สั่งเป็น ePacket
หากสั่งสินค้าผ่าน AliExpress ให้เข้าไปที่เมนู Orders จากนั้นกด View Detail ในหน้ารายละเอียดคำสั่งซื้อ หากร้านค้าเลือกส่งแบบ ePacket ระบบจะแสดงหมายเลขติดตามภายใต้หัวข้อ Logistics Information หรือ International Shipping Company
สำหรับผู้ซื้อในไทย เมื่อได้รับหมายเลขติดตามแล้ว สามารถนำไปตรวจสอบต่อได้ทั้งในระบบของ China Post ช่วงต้นทาง และในเว็บไซต์ไปรษณีย์ไทยเมื่อพัสดุถึงประเทศไทย
หากไม่ได้สั่งผ่าน AliExpress สามารถดูได้จาก “รูปแบบหมายเลขติดตาม” โดยทั่วไปหมายเลข ePacket มักขึ้นต้นด้วยตัวอักษร L เช่น LX123456789CN โดยถ้าหมายเลขติดตามไม่ได้ขึ้นต้นด้วย L หรือไม่มีหมายเลขติดตามเลย มีความเป็นไปได้ว่าสินค้าถูกจัดส่งด้วยวิธีอื่น เช่น China Post แบบธรรมดา หรือบริการขนส่งประเภทอื่น
ส่งแบบ ePacket ต้องเสียภาษีหรือค่าศุลกากรหรือไม่
พัสดุ ePacket ต้องผ่านกระบวนการศุลกากรเช่นเดียวกับพัสดุนำเข้าระหว่างประเทศทั่วไป ซึ่งอาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมายของประเทศปลายทาง
ในบริบทประเทศไทย สินค้านำเข้าอาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% และอาจมีอากรนำเข้าตามประเภทสินค้า หากเข้าข่ายตามเกณฑ์ของศุลกากรไทย ดังนั้นผู้ซื้อควรตรวจสอบประเภทสินค้าและเงื่อนไขภาษีนำเข้าก่อนสั่งซื้อ
แนะนำให้สอบถามร้านค้าที่จัดส่งสินค้าโดยตรงว่ามีโอกาสถูกเรียกเก็บภาษีเมื่อสินค้ามาถึงไทยหรือไม่ ร้านค้าที่มีประสบการณ์จัดส่งมายังประเทศไทยมักพอทราบแนวโน้มต้นทุนส่วนนี้
การเข้าใจกฎศุลกากรและข้อกำหนดการนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งสำหรับร้านค้าและผู้ซื้อที่ทำธุรกรรมข้ามประเทศ
สรุปแล้ว ePacket ดียังไง
หากเป็นร้านที่จัดส่งภายในประเทศ ความได้เปรียบหลักคือความรวดเร็ว เพราะลูกค้าบางกลุ่มไม่ยอมรอสินค้านานหลายสัปดาห์
แม้ ePacket จะไม่เร็วเท่าการส่งในประเทศ แต่ก็ช่วย “ลดช่องว่างความเร็ว” ระหว่างการสั่งจากจีนกับการซื้อในประเทศได้มาก เมื่อเทียบกับบริการไปรษณีย์ราคาประหยัดแบบอื่น
เมื่อเปรียบเทียบกับบริการจัดส่งอื่นจากจีน ePacket มีจุดเด่นดังนี้
- ขั้นตอนศุลกากรที่เป็นระบบ ใช้โครงสร้างของ China Post ทำให้การเคลียร์สินค้าค่อนข้างมีมาตรฐาน
- ระยะเวลาจัดส่งเร็วกว่า China Post Air Mail แบบปกติ
- มีระบบติดตามพัสดุและยืนยันการจัดส่งในตัว
- โครงสร้างราคาโปร่งใส ไม่ค่อยมีค่าธรรมเนียมแอบแฝง
การจัดการเรื่องภาษีนำเข้าเมื่อใช้ ePacket
สำหรับร้านค้าไทยที่นำเข้าสินค้าจากจีน การทำความเข้าใจเรื่องพิกัดศุลกากร (HS Code) และอัตราภาษีของแต่ละประเภทสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการใช้รหัสผิดอาจทำให้เกิดความล่าช้า ค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือปัญหาด้านเอกสาร
การตรวจสอบประเภทสินค้าให้ถูกต้อง และติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงต้นทุนแฝง สำหรับร้านค้าออนไลน์ การมีระบบคำนวณภาษีล่วงหน้า และแจ้งลูกค้าให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนชำระเงิน จะช่วยให้ประสบการณ์ซื้อขายระหว่างประเทศโปร่งใสและลดข้อพิพาทภายหลัง
ePacket กับ Shopify
สำหรับร้านค้าที่ใช้ Shopify และนำเข้าสินค้าจากจีน ePacket ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยบาลานซ์ระหว่างต้นทุนกับความเร็วได้ดี แม้อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่ได้เปรียบเรื่องระยะเวลาจัดส่งที่เร็วกว่าไปรษณีย์จีนแบบประหยัด และมีระบบติดตามพัสดุในตัว ทำให้เหมาะกับคำสั่งซื้ออีคอมเมิร์ซทั่วไป
หากตกลงใช้ ePacket กับซัพพลายเออร์ ส่วนใหญ่พัสดุจะถึงประเทศไทยภายในประมาณ 7–15 วันทำการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขั้นตอนศุลกากรและช่วงเวลาขนส่ง
สำหรับร้าน Shopify ที่ต้องการขยายทางเลือกนอกเหนือจาก ePacket ปัจจุบัน Shopify Collective มีเครื่องมือและแอปที่ช่วยให้เข้าถึงซัพพลายเออร์ที่จัดส่งเร็วกว่า เช่น การเชื่อมต่อกับผู้ขายในประเทศปลายทาง หรือเลือกใช้แอปดรอปชิปใน Shopify App Store ที่มีคลังสินค้าในเอเชีย ยุโรป หรือสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาจัดส่งลงเหลือไม่กี่วัน
ไม่ว่าจะเลือกใช้ ePacket เพื่อควบคุมต้นทุนการส่งระหว่างประเทศ หรือเลือกทางเลือกที่จัดส่งภายในประเทศเพื่อเพิ่มความเร็ว Shopify มีโซลูชันและแอปเสริมที่รองรับการจัดการร้านดรอปชิปได้ครบวงจร รวมถึงรองรับการเติบโตของร้านค้าในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ePacket
ePacket คืออะไร
ePacket คือบริการจัดส่งระหว่างประเทศสำหรับพัสดุอีคอมเมิร์ซขนาดเล็กจากจีนและฮ่องกง จุดเด่นคือให้ความสมดุลระหว่างต้นทุนและความเร็ว เหมาะกับร้านออนไลน์ที่ต้องการค่าส่งไม่สูงแต่ยังมีระบบติดตามพัสดุ
แม้บางกรณี China Post แบบอื่นอาจถูกกว่า ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและประเทศปลายทาง แต่ ePacket มักเร็วกว่าและมีความเสถียรมากกว่า ปัจจุบันรองรับมากกว่า 90 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ePacket ใช้เวลาจัดส่งกี่วัน
โดยทั่วไป พัสดุ ePacket ใช้เวลาประมาณ 7–15 วันทำการมายังประเทศไทย ในหลายกรณีอาจถึงภายใน 7–10 วัน หากไม่ติดขั้นตอนศุลกากร ระยะเวลาจริงอาจแตกต่างตามช่วงเทศกาล ปริมาณเที่ยวบิน และกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า
ePacket มีระบบติดตามพัสดุหรือไม่
มี ระบบติดตามพัสดุ (Tracking) รวมอยู่ในบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบสถานะได้ผ่าน China Post หรือ Hongkong Post (ช่วงต้นทาง) และไปรษณีย์ไทย (เมื่อพัสดุถึงประเทศไทย) ด้วยการใช้หมายเลขติดตามเดียวกันตลอดเส้นทาง
ePacket ส่งทางอากาศหรือไม่
โดยทั่วไป ePacket เป็นการขนส่งทางอากาศ (Air Mail) จึงเร็วกว่าไปรษณีย์จีนแบบประหยัดที่เคยใช้การขนส่งทางเรือในอดีต การขนส่งทางอากาศช่วยลดเวลารอและเพิ่มความสามารถในการติดตามสถานะ
ePacket น่าเชื่อถือหรือไม่
ePacket เป็นบริการที่มีมานานและได้รับการยอมรับในระดับสากล เกิดจากความร่วมมือระหว่างไปรษณีย์จีน ฮ่องกง และเครือข่ายไปรษณีย์ประเทศปลายทาง สำหรับผู้ซื้อในไทย ถือเป็นหนึ่งในวิธีจัดส่งจากจีนที่ค่อนข้างเสถียรและมีระบบติดตามชัดเจน
ใครเป็นผู้จัดส่ง ePacket ในไทย?
เมื่อพัสดุ ePacket มาถึงประเทศไทย จะถูกส่งต่อให้ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้จัดส่งช่วงสุดท้ายถึงที่อยู่ผู้รับ หลังผ่านขั้นตอนศุลกากรแล้ว การนำจ่ายจะเป็นไปตามระบบของไปรษณีย์ไทยในพื้นที่นั้น ๆ


