คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ เพราะเอาเข้าจริง หลายคนก็ไม่ได้เริ่มต้นทำธุรกิจจากการเป็นนักเขียนอยู่แล้ว (เว้นแต่ว่าคุณเริ่มจากการทำบล็อกแล้วค่อยต่อยอดเป็นธุรกิจ)
แต่ในเมื่อการทำบล็อกยังคงเป็นหนึ่งในวิธีสร้างทราฟฟิกและยอดขายที่ได้ผลจริง เราเลยอยากช่วยให้การเขียนง่ายขึ้น ด้วย เทมเพลตบล็อก ที่ช่วยจัดโครงสร้างบทความให้พร้อมใช้งาน ทำให้คุณสร้างคอนเทนต์คุณภาพได้เร็วขึ้น และปล่อยบทความสำคัญขึ้นเว็บไซต์ได้แบบไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรารวบรวม เทมเพลตบล็อก ฟรี 4 รูปแบบ ที่คุณสามารถนำไปใช้ในขั้นตอนการเขียนคอนเทนต์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นวางโครงสร้างบทความ หาไอเดียสำหรับเขียน หรือช่วยให้การสร้างโพสต์คุณภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น
1. เทมเพลตบล็อกสำหรับบทความแนะนำของขวัญ
บทความแนะนำของขวัญเป็นวิธีที่ดีในการเตือนลูกค้าว่าเทศกาลหรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ กำลังใกล้เข้ามา และสินค้าของคุณอาจเป็นของขวัญที่เหมาะสำหรับช่วงเวลานั้นพอดี
จุดเด่นของบทความบล็อกประเภทนี้คือการทำหน้าที่ได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน ตั้งแต่การกลายเป็น Wishlist ที่ผู้อ่านจะส่งต่อให้คนอื่น ยังช่วยให้คนที่กำลังหาของขวัญแบบเร่งด่วนค้นพบบทความของคุณผ่าน Google ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะกำลังหาของให้คนเล่นกีตาร์ แฟนฟุตบอล สายวีแกน หรือคนรักโยคะ
บางทีลูกค้าของคุณอาจจะเป็นแฟนบอลที่ชอบเล่นกีตาร์ กินอาหารมังสวิรัติ และเล่นโยคะหลังเลิกงาน ซึ่งคนประเภทนี้อาจเป็นคนที่หาของขวัญให้ยากพอสมควร แต่สินค้าของคุณกลับตอบโจทย์พอดี ดังนั้นบทความแนว Gift Guide จึงเป็นวิธีที่ดีในการเติมช่องว่างนั้นด้วยคอนเทนต์ที่ช่วยคนอ่านได้จริง
คุณสามารถใส่สินค้าลงในบทความพร้อมกับไอเดียอื่น ๆ ที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะชอบ ซึ่งก็อาจจะเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่หนังสือ สินค้าจากแบรนด์อื่น หรือแกดเจ็ตในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง แต่เป้าหมายคือการนำเสนอรายการของขวัญที่มีประโยชน์และน่าแชร์จริง ๆ
ตัวอย่างเช่น Rowan ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าดูแลสุนัขที่มีกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นคนรักสุนัข บทความของแบรนด์นี้จึงรวบรวมไอเดียของขวัญสำหรับ “Glamhounds” หรือเหล่าน้องหมาสายแฟชั่น ผ่านลิสต์แนะนำทั้งหมด 9 รายการ
คุณจะเห็นว่ารายการประกอบด้วยสินค้าของ Rowan ผสมกับสินค้าเสริมจากร้านค้าอื่น แต่ละไอเดียของขวัญมีข้อมูลพื้นฐาน ราคา ลิงก์ รวมถึงคำอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับสินค้า
เนื้อหาที่บทความ Gift Guide ต้องมี
- รายการสินค้า 8-12 รายการที่เหมาะเป็นของขวัญสำหรับกลุ่มเป้าหมาย (รวมสินค้าของคุณ 1-3 รายการ)
- รูปภาพสินค้า
- ราคาสินค้า
- คำอธิบายสินค้าสั้นๆ พร้อมเหตุผลที่เป็นของขวัญที่ดีสำหรับผู้อ่าน
- ลิงก์สินค้า
เพื่อให้บทความออกมามีคุณภาพ ควรเลือกสินค้าให้มีทั้งความหลากหลายและหลายช่วงราคา แต่ยังตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเดียวกันอยู่ เช่น หากคุณรู้จักสินค้าจากธุรกิจเล็กหรือแบรนด์อื่นที่เหมาะจะอยู่ในลิสต์เดียวกัน ก็สามารถติดต่อเพื่อชวนมาร่วมทำคอนเทนต์ได้ เพราะนอกจากจะช่วยให้บทความน่าสนใจขึ้น ยังเป็นโอกาสดีในการสร้างความร่วมมือกับเจ้าของธุรกิจรายอื่นอีกด้วย
สูตรตั้งหัวข้อบทความ Gift Guide
- คู่มือเลือกของขวัญ[เทศกาล] สำหรับ[กลุ่มเป้าหมาย]
- ไอเดียของขวัญ[จำนวน] แบบ สำหรับ[กลุ่มเป้าหมาย]
- รวมของขวัญสำหรับ[กลุ่มเป้าหมาย]
- คู่มือเลือกของขวัญฉบับสมบูรณ์สำหรับ[กลุ่มเป้าหมาย]
บทนำ
- อะไรทำให้กลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนที่หาของขวัญให้ยาก?
- อะไรในของขวัญที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย?
- คุณสามารถใส่เรื่องเล่า ประสบการณ์ หรือข้อมูลที่คิดว่าเกี่ยวข้องในบทนำ เพื่อทำให้บทความดูเป็นธรรมชาติและเข้าถึงผู้อ่านมากขึ้น
ลิสต์ของขวัญ (ใช้เทมเพลตเดียวกันกับของทุกชิ้น)
- รูปภาพของขวัญ
- รายละเอียด
- ชื่อของขวัญ
- ราคา
- ลิงก์ไปยังสินค้า
- คำอธิบายสั้น ๆ ว่าทำไมถึงเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
เพื่อให้บทความออกมาน่าสนใจมากขึ้น ควรเลือกสินค้าให้มีทั้งความหลากหลายและหลายช่วงราคา แต่ยังตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเฉพาะเดียวกันอยู่ เช่น หากคุณรู้จักสินค้าอื่นที่เหมาะจะอยู่ในลิสต์เดียวกัน ก็สามารถติดต่อแบรนด์เหล่านั้นระหว่างจัดทำบทความได้ เพราะอาจกลายเป็นโอกาสดีในการร่วมมือกันสร้างคอนเทนต์
ตัวอย่างเช่น Ora Organic ที่ทำบทความแนะนำของขวัญสายรักษ์โลก โดยรวบรวมไอเดียหลากหลายรูปแบบไว้ในโพสต์เดียว ที่น่าสนใจคือ หนึ่งในของขวัญที่แบรนด์แนะนำไม่ใช่สินค้าเลย แต่เป็นสิ่งง่าย ๆ อย่างอ้อมกอดอบอุ่นที่ไม่ต้องห่อของขวัญก็ส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ได้ นอกจากนี้ ภายในบทความยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกของขวัญอย่างยั่งยืนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เข้ากับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นธรรมชาติ
2. เทมเพลตบล็อกแบบรวมลิสต์
ลองนึกถึงกลุ่มคนที่คุณอยากขายสินค้าให้ พวกเขามีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ หรือมีปัญหาอะไรที่กำลังหาวิธีจัดการอยู่บ้าง? คุณสามารถทำบทความที่รวบรวมข้อมูล แหล่งอ้างอิง หรือไอเดียที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องเหล่านั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาเองทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น หากคุณขายเสื้อผ้าสายวีแกนเหมือน Wholesome Culture และกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลสำคัญ กลุ่มเป้าหมายของคุณอาจกำลังเตรียมตัวไปงานปาร์ตี้ งานกินเลี้ยง หรือมื้ออาหารกับครอบครัวที่เต็มไปด้วยเมนูจากสัตว์ คุณจึงอาจรวบรวมสูตรอาหารวีแกนสำหรับเทศกาลต่าง ๆ มาไว้ในบทความเดียว ซึ่งถือเป็นคอนเทนต์ที่ทั้งมีประโยชน์และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ดี
แม้รายละเอียดของ เทมเพลตบล็อก ประเภทนี้จะต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลที่มีอยู่ แต่โดยรวมแล้วมักใช้โครงสร้างคล้ายกัน คุณอาจทำเป็นบทความรวมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญภายในบริษัท สัมภาษณ์คนที่มีความรู้เฉพาะด้าน หรือร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อช่วยคัดเลือกลิสต์ก็ได้
เนื้อหาที่บทความแบบรวมลิสต์ต้องมี
- บทนำที่อธิบายว่าลิสต์นี้เหมาะกับใคร และทำไมคุณถึงรวบรวมขึ้นมา
- รายการของเนื้อหา ทรัพยากร หรือสินค้าที่จะใส่ในบทความ
- ลิงก์ของแต่ละรายการ
- รูปภาพประกอบของแต่ละรายการ
- คำอธิบายสั้น ๆ สำหรับแต่ละรายการ
- ราคา (ถ้ามี)
สูตรตั้งหัวข้อบทความรวมลิสต์
- [จำนวน] วิธีช่วยให้[กลุ่มเป้าหมาย]สามารถ[ทำบางอย่าง]
- [จำนวน] วิธีที่[กลุ่มเป้าหมาย]ใช้เพื่อ[ทำบางอย่าง]
บทนำ
- บทความรวมลิสต์นี้เหมาะสำหรับใคร?
- คนอ่านจะได้อะไรจากลิสต์นี้?
- ทำไมถึงมีประโยชน์กับคนอ่าน?
- สามารถใส่เรื่องเล่าส่วนตัวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับลิสต์นี้ได้เช่นกัน
เนื้อหาของแต่ละลิสต์
- ลิงก์ของแหล่งข้อมูลหรือสินค้า
- รูปภาพประกอบ
- คำอธิบายสั้น ๆ
- ราคา (ถ้ามี)
เมื่อเข้าใจโครงสร้างทั่วไปของบทความรวบรวมแล้ว คุณจะพบว่ามันเป็นหนึ่งในรูปแบบคอนเทนต์ที่ยืดหยุ่นมาก เพราะสามารถนำไปปรับใช้ได้กับแทบทุกหัวข้อ
คุณอาจใช้โครงสร้างนี้ในการรวบรวมบทความยอดนิยมของปีที่ผ่านมา รวมสินค้าขายดีหรือของที่ชอบที่สุดในช่วงปีนั้น และในวันที่คิดหัวข้อไม่ออก เทมเพลตบล็อก แบบนี้มักเป็นตัวช่วยที่หยิบมาใช้ได้ง่ายที่สุด ที่สำคัญ พอคุณได้ไอเดียและลิสต์สิ่งที่จะใส่ในบทความแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดก็แทบจะผ่านไปเรียบร้อย เพราะขั้นตอนการเขียนหลังจากนั้นจะง่ายขึ้นมาก
ตัวอย่างเช่น ร้านยาออนไลน์ Anima Mundi Herbals มีบล็อกที่แชร์สูตรอาหาร ทิปส์ และข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพร บทความนี้ยังรวบรวมพืช 15 ชนิดที่ควรมีติดบ้านสำหรับชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วย
คอนเทนต์ยังรวมอินโฟกราฟิกที่คนอ่านสามารถเซฟ แชร์ หรือเปิดกลับมาดูภายหลังได้ง่าย ซึ่งแบรนด์ก็สามารถนำกราฟิกเหล่านี้ไปใช้ต่อบนโซเชียลมีเดียหรืออีเมลได้เช่นกัน และยังช่วยให้คนอ่านแชร์ต่อให้แบรนด์แบบเป็นธรรมชาติอีกด้วย สังเกตได้จากการใส่ “@animamundiherbals” ไว้ในงานออกแบบอย่างแนบเนียน
3. เทมเพลตบล็อกแบบฮาวทู
หากต้องการไปไกลกว่าบทความรวบรวมที่เป็นประโยชน์ ลองเปลี่ยนมาเป็นคอนเทนต์ที่ “สอน” คนอ่านทำบางอย่างดู เพราะบทความแบบ How-to เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้ผู้อ่านได้ชัดเจนที่สุด ถ้าบทความรวมสูตรอาหารดีอยู่แล้ว บทความวิธีทำสูตรต้นตำรับฉบับละเอียดของเราเองก็อาจจะยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกก็เป็นได้ และแนวคิดนี้ก็ไม่ได้ใช้ได้แค่กับแบรนด์อาหารเท่านั้น
กลุ่มเป้าหมายของคุณกำลังมองหาข้อมูลบางอย่างอยู่เสมอ และมักมีเรื่องที่สามารถเรียนรู้จากแบรนด์ของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวสำหรับฤดูใบไม้ร่วง การจัดโฮมออฟฟิศ หรือการเลือกแว่นให้เข้ากับรูปหน้า
ดูตัวอย่างบล็อกนี้จากแบรนด์เครื่องสำอางอย่าง 100% Pure แบรนด์เห็นโอกาสที่จะช่วยผู้อ่านเปลี่ยนรูทีนแต่งหน้าจากฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ร่วง จึงจัดทำคู่มือที่เป็นประโยชน์สำหรับการแต่งหน้าที่แบ่งตามหมวดหมู่หลัก
Sencha Tea Bar บล็อกรวมทั้งสูตรเครื่องดื่ม คู่มือ และความรู้เกี่ยวกับชา โดยหนึ่งในโพสต์ของแบรนด์เป็นบทความสอนทำชานมไข่มุกที่บ้านแบบทีละขั้นตอน
ที่น่าสนใจคือ ก่อนจะเป็นร้านค้าออนไลน์ Sencha Tea Bar เคยเริ่มต้นจากการเป็นเว็บไซต์บล็อกมาก่อน และเมื่อคอนเทนต์ได้รับความนิยมมากขึ้น เจ้าของจึงต่อยอดเปิดร้านขายสินค้า จนสามารถสร้างรายได้จากบล็อกได้จริง
เรียนรู้เพิ่มเติม: คู่มือฉบับสมบูรณ์ วิธีสร้างรายได้จากบล็อก สำหรับมือใหม่
เวลาวางแผนทำ เทมเพลตบล็อก แบบ How-to ของตัวเอง ลองเริ่มจากสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายสนใจอยู่แล้ว แล้วมองหาจุดที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ของคุณ จากนั้นค่อยคิดต่อว่า มีเรื่องอะไรที่คุณสามารถสอนได้อย่างน่าเชื่อถือ และเหมาะกับสินค้าหรือบริการของคุณ
ทิปส์ในการทำแผน: เลือกหัวข้อที่มีคนสนใจค้นหาอยู่จริงตั้งแต่แรก โดยทำรีเสิร์ชคีย์เวิร์ดล่วงหน้า เพื่อช่วยให้บทความมีโอกาสสร้างทราฟฟิกจากการค้นหาได้ต่อเนื่องในระยะยาว
คอนเทนต์ที่เหมาะกับบทความฮาวทู
- บทนำ (บอกผู้อ่านว่าทำไมถึงสอนเรื่องนี้และคนอ่านจะได้ประโยชน์อะไร)
- ลิสต์แต่ละขั้นตอน
- คำอธิบายหรือแนวทางสำหรับแต่ละขั้นตอน
- รูปภาพประกอบตามความเหมาะสม (บางขั้นตอนอาจไม่จำเป็นต้องใช้ภาพก็อธิบายได้ชัดเจนอยู่แล้ว)
นี่คือโครงสร้างของ เทมเพลตบล็อก สำหรับบทความแบบ How-to
สูตรหัวข้อบทความฮาวทู
- เรียนรู้วิธี[ทำบางอย่าง]ใน[ระยะเวลา]เพื่อ[ผลลัพธ์]
- วิธี[ทำบางอย่าง]ภายใน[ระยะเวลา]
- วิธี[ทำบางอย่าง]ด้วยแค่[ทรัพยากรหรือเวลาที่มี]
- วิธี[ทำบางอย่าง]เพื่อ[ผลลัพธ์]
บทนำ
- ทำไมกลุ่มเป้าหมายของคุณถึงควรมีทักษะนี้ หรืออยากเรียนรู้เรื่องนี้?
- ทักษะนี้จะช่วยให้ทำอะไรได้มากขึ้น?
- แล้วจะช่วยลดปัญหาหรือช่วยให้ทำน้อยลงในเรื่องไหน?
- ทำไมคุณถึงเป็นคนที่เหมาะจะสอนเรื่องนี้? มีประสบการณ์หรือผลลัพธ์อะไรที่อยากแชร์ไหม? (ถ้ามี ลองเล่าให้เห็นภาพได้เลย)
คอนเทนต์ในลิสต์แต่ละข้อ
- ทำขั้นตอนแต่ละข้อในฮาวทูให้เป็นหัวข้อย่อย
- ควรแบ่งขั้นตอนให้ละเอียดและเข้าใจง่าย เพื่อให้คนอ่านรู้สึกว่าสามารถทำตามได้จริง
สำหรับแต่ละขั้นตอน คุณสามารถใส่
- คำอธิบายหรือแนวทางการทำในแต่ละขั้น
- รูปภาพประกอบตามความเหมาะสม (บางขั้นตอนอาจไม่จำเป็นต้องใช้ภาพก็อธิบายได้ชัดเจนอยู่แล้ว)
ตัวอย่างเช่น บทความนี้จากแบรนด์ดูแลผิวอย่าง Versed แสดงให้ผู้อ่านเห็นวิธีทำรูทีนดูแลผิวตอนเช้า เริ่มต้นด้วยกราฟิกที่สรุปขั้นตอนอย่างรวดเร็วก่อนจะลงรายละเอียดแต่ละขั้นตอน วิธีนี้ช่วยให้บทความถูกแชร์ต่อได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำกราฟิกไปปรับใช้บนช่องทางอื่น เช่น โซเชียลมีเดีย หรืออีเมลได้สะดวกอีกด้วย
จากนั้นบทความจะลงลึกในแต่ละขั้นตอน รวมถึงรูปภาพและคำแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังมีการระบุด้วยว่าขั้นตอนไหนเป็นทางเลือก ไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อ ซึ่งช่วยให้แบรนด์ดูจริงใจมากขึ้น เพราะไม่ได้พยายามขายสินค้าจนเกินไป หรือทำให้คนอ่านรู้สึกว่าต้องซื้อทุกอย่างเพื่อทำตามรูทีนให้ครบ
ช่วงท้ายของบทความยังมีคำกระตุ้นให้ทำต่อ (CTA) ที่ชวนผู้อ่านไปตามดูบทความที่เกี่ยวกับรูทีนดูแลผิวก่อนนอน วิธีนี้กระตุ้นให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์และแบรนด์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สร้างความไว้วางใจและการรับรู้สินค้ามากขึ้นในระยะยาว
4. เทมเพลตบล็อกบทความสัมภาษณ์
หนึ่งในวิธีที่จะรับประกันว่าบทความจะถูกแชร์ออกไปไกลกว่ากลุ่มผู้อ่านเดิม คือการสัมภาษณ์คนอื่น เพราะเมื่อบทสัมภาษณ์เผยแพร่ออกไปแล้ว คนที่อยู่ในบทความก็มักอยากแชร์ต่อให้กลุ่มผู้ติดตามของตัวเองเห็นด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การได้พูดคุยกับคนที่มีความเชี่ยวชาญหรือหลงใหลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ยังช่วยให้คอนเทนต์ออกมาทั้งน่าสนใจและมีประโยชน์ต่อคนอ่าน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คุณสร้างคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องคิดทุกไอเดียขึ้นมาเองทั้งหมด
ก่อนเริ่มทำเทมเพลตบล็อกสัมภาษณ์ ลองวางแผนก่อนว่า คุณอยากสัมภาษณ์ใคร และอยากถามอะไร
คุณอยากพาคนอ่านไปดูเบื้องหลังของธุรกิจหรือเปล่า? หรืออยากสร้างคอนเทนต์ที่ช่วยให้ความรู้มากกว่า? วิธีหาคำตอบที่ง่ายที่สุดคือย้อนกลับมาดูว่า กลุ่มเป้าหมายของคุณกำลังสนใจ ชอบ หรืออยากรู้อะไรในตอนนี้
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Colorado Crafted แบรนด์กล่องของขวัญและ Subscription Box ที่มีซีรีส์บทสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการเบื้องหลังสินค้าที่แบรนด์เลือกมาจัดในกล่องอยู่เป็นประจำ
เมื่อเริ่มได้ไอเดียแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการติดต่อคนที่คุณอยากสัมภาษณ์ ซึ่งคุณสามารถใช้เทมเพลตข้อความสำหรับติดต่อ แล้วปรับให้เข้ากับสไตล์ของแบรนด์ตัวเองได้
สวัสดีครับ/ค่ะ [ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์]
ฉันชื่อ [ชื่อของคุณ] จาก [ชื่อบริษัท] เราทำธุรกิจเกี่ยวกับ [สินค้า/บริการ] สำหรับ [กลุ่มเป้าหมาย]
เราชื่นชอบ [สิ่งที่คุณประทับใจเกี่ยวกับอีกฝ่าย] มาก และคิดว่าคนอ่านของเราน่าจะสนใจเรื่องราวของคุณเหมือนกัน จึงอยากชวนมาร่วมสัมภาษณ์ลงบนบล็อกของเรา
การสัมภาษณ์จะใช้เวลาประมาณ [ระยะเวลา] และเราสามารถปรับเวลาให้ตรงกับตารางของคุณได้
ขอบคุณมากครับ/ค่ะ
[ชื่อของคุณ]
เมื่ออีกฝ่ายตอบตกลงให้สัมภาษณ์ และคุณมีทิศทางของบทความชัดเจนแล้ว ก็ถือว่าคุณทำส่วนสำคัญไปเกือบทั้งหมดเรียบร้อย นอกจากนี้ คุณยังสามารถมองหาคนให้สัมภาษณ์จากภายในบริษัทของตัวเองได้ด้วย โดยใช้ความเชี่ยวชาญของทีมงานหรือคนในองค์กรมาเป็นจุดเด่นของคอนเทนต์
ตัวอย่างเช่น Dirty Labs แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า ที่ทำบทความสัมภาษณ์หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของบริษัทเกี่ยวกับความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ซักผ้าและทางเลือกอื่นแทนน้ำยาซักผ้าแบบทั่วไป สิ่งที่น่าสนใจคือ บทความนี้ไม่ได้ใช้รูปแบบถาม-ตอบแบบ Q&A ตรง ๆ แต่เลือกนำข้อมูลจากการสัมภาษณ์มาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านง่าย พร้อมจัดลำดับเนื้อหาอย่างเป็นระเบียบ และใช้ภาพประกอบช่วยแบ่งช่วงข้อความ ทำให้บทความดูอ่านสบายมากขึ้น
คอนเทนต์ที่บทความสัมภาษณ์ควรมี
- ลิสต์คำถาม
- วิธีบันทึกการสัมภาษณ์ (บันทึกเสียง จดบันทึก หรือทำการสัมภาษณ์ทางอีเมล)
หากต้องการยกระดับบทความ สามารถเพิ่ม
- รูปภาพของคนที่กำลังสัมภาษณ์
- 1-2 รูปภาพที่มีคำพูดจากการสัมภาษณ์ สำหรับแชร์บนโซเชียลมีเดีย
จากนั้นจะต้องมีสิ่งต่อไปนี้สำหรับบทความสัมภาษณ์
ลิสต์คำถาม
ถ้ายังคิดคำถามไม่ออก ลองเริ่มจากคำถามที่ขึ้นต้นด้วย
- "ทำไม …"
- "อย่างไร …"
- "อะไร …"
- "ที่ไหน …"
- "เมื่อไหร่ …"
ถ้าการทำรูปภาพทำให้รู้สึกยุ่งยาก Canva ก็เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการสร้างภาพไว้ใช้บนโซเชียลมีเดีย และถ้าต้องการรูปสต็อกฟรี ก็สามารถหาได้จาก Burst และอย่าลืมปรับขนาดและบีบอัดรูปภาพให้เหมาะกับการใช้งานบนเว็บไซต์ก่อนเผยแพร่ เพื่อช่วยให้หน้าเว็บโหลดได้เร็วและใช้งานได้ราบรื่นขึ้น
5 เทคนิคใช้เทมเพลตบล็อกให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม
แม้ว่าเทมเพลตจะช่วยให้การเขียนบทความง่ายขึ้นมาก แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เทมเพลตไม่สามารถช่วยแทนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจเจตนาในการเสิร์ช การเลือกจังหวะโปรโมตสินค้า การตั้งหัวข้อให้น่าสนใจ หรือการวางประสบการณ์ของคนอ่าน
เข้าใจเจตนาการค้นหา
บล็อกบนเว็บไซต์ถือเป็นส่วนสำคัญของการทำ Search Engine Marketing และช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏบนหน้าผลการค้นหา (SERPs)
บล็อกบนเว็บไซต์ถือเป็นส่วนสำคัญของการทำ Search Engine Marketingและช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏบนหน้าผลการค้นหา (SERPs) แม้ว่าการทำคีย์เวิร์ดรีเสิร์ชจะสำคัญ แต่สิ่งที่ควรคิดควบคู่กันคือ “คนเสิร์ชกำลังต้องการอะไรจริง ๆ” ตอนพิมพ์คีย์เวิร์ดบน Google พวกเขาคาดหวังคอนเทนต์แบบไหน? และอะไรคือข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับคนอ่านในตอนนั้น?
การทำ SEO ที่ดีไม่ได้มีแค่การใส่คีย์เวิร์ดหรือปรับ Meta Description เท่านั้น แต่คือการเข้าใจมุมมองของคนค้นหา แล้วสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ ตัวอย่างเช่น คนที่ค้นหาคำว่า “วิธี...” มักต้องการคอนเทนต์แบบ สเต็ป-บาย-สเต็ป หรือคู่มือที่อธิบายวิธีทำอย่างละเอียด แต่ถ้าค้นหาคำว่า “คืออะไร” ส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงเริ่มหาข้อมูล และอยากเข้าใจภาพรวมของเรื่องนั้นก่อน
แบรนด์ดูแลผิวอย่าง Common Heir เข้าใจเจตนาการค้นหาด้วยบทความบล็อก เพราะบทความจำนวนมากบนบล็อกของแบรนด์เน้นให้ความรู้ ช่วยให้คนอ่านเข้าใจหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ก็ยังเผยแพร่บทความและคอนเทนต์บล็อกที่เน้นการโปรโมต แม้ว่าคอนเทนต์เหล่านี้อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ SEO มากเท่ากับบทความสายให้ความรู้ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะ Common Heir มีกลยุทธ์การทำคอนเทนต์ในหลายรูปแบบ ทั้งการโปรโมตแบบเสียเงินหรือการสร้าง Backlink เพิ่มเติม
เชื่อมโยงบทความไปยังสินค้า
แม้ว่าบทความบล็อกส่วนใหญ่จะเป็นคอนเทนต์ช่วงต้นของเส้นทางการซื้อ หรือสิ่งที่คนอ่านเข้ามาเจอก่อนตัดสินใจซื้อจริง แต่ก็ยังสำคัญที่จะค่อย ๆ แนะนำหรือเชื่อมโยงไปยังสินค้าของคุณ เพราะท้ายที่สุดแล้ว นั่นคือสิ่งที่ช่วยสร้างยอดขายให้ธุรกิจ สิ่งสำคัญคือการหาสมดุลระหว่างการให้ความรู้และการขายสินค้า ซึ่งแต่ละแบรนด์อาจใช้วิธีต่างกัน
ตัวอย่างเช่น บทความแนะนำของขวัญมักเหมาะกับการใส่สินค้าโปรโมตมากกว่า เพราะคนที่อ่านคอนเทนต์ประเภทนี้มักพร้อมกดเข้าไปดูสินค้าหรือซื้อทันที แต่ถ้าเป็นบทความสอนทำคุกกี้ช็อกโกแลตชิป คนอ่านอาจยังไม่ได้อยากซื้อถาดอบขนมในตอนนั้นก็ได้
นอกจากนี้ คุณยังสามารถออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้มีส่วนแนะนำสินค้าแทรกอยู่ในทุกบทความได้ แม้สินค้าเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกพูดถึงโดยตรงในเนื้อหาก็ตาม ตัวอย่างเช่น LastObject ที่เพิ่มโมดูลสินค้าไว้ด้านข้างของบทความทุกหน้า เพื่อช่วยเชื่อมคนอ่านจากคอนเทนต์ไปยังหน้าสินค้าได้แบบเป็นธรรมชาติ
สามารถสร้างการโปรโมตสินค้านี้เข้าไปในดีไซน์ของหน้าบล็อกได้ด้วย เพื่อให้ทุกบทความมีสินค้าที่ลิงก์ไว้ ไม่ว่าจะถูกกล่าวถึงในคอนเทนต์จริงหรือไม่ก็ตาม นั่นคือแนวทางที่ LastObject ใช้ จะเห็นโมดูลสินค้าที่แถบด้านขวาของแต่ละบทความ
เขียนหัวข้อบทความให้น่าสนใจ
ชื่อบทความหรือหัวข้อเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เพราะมักเป็นสิ่งแรกที่คนเห็น รวมถึงเป็นตัวตัดสินว่าคนจะอยากคลิกเข้ามาอ่านต่อหรือไม่ แต่การตั้งหัวข้อที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพาดหัวที่มีประสิทธิภาพต้องทั้งสื่อสารชัดเจน เข้าใจง่าย และยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความน่าสนใจพอที่จะดึงดูดคนอ่าน
ถ้า SEO เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์คอนเทนต์ของคุณ หัวข้อบทความก็ควรถูกปรับให้เหมาะกับการค้นหาบน Google เพื่อช่วยดึงทราฟฟิกแบบ Organic เข้ามาด้วย ตัวอย่างเช่น Cocofloss ที่เป็นแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่มีหัวข้อบทความโดดเด่น เพราะสามารถบาลานซ์ระหว่างความสนุกและความให้ข้อมูลได้อย่างลงตัว
ถ้าคุณรู้สึกว่าการคิดพาดหัวหรือเขียน Copy เป็นเรื่องยาก ก็ไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะหลายแบรนด์เองก็ใช้เครื่องมือช่วยคิดและปรับหัวข้อบทความเช่นกัน หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมคือ Headline Analyzer ของ American Marketing Institute ซึ่งแม้จะไม่ได้ให้คำตอบที่สมบูรณ์แบบทุกครั้ง แต่ก็ช่วยให้คุณเห็นไอเดียใหม่ ๆ และปรับพาดหัวให้น่าสนใจมากขึ้นได้
ใส่ Call to Action แบบ "นุ่มนวล"
ทุกคอนเทนต์ที่เผยแพร่ออกไปควรมี call to action (CTA) อย่างไรก็ตาม CTA ไม่จำเป็นต้องเป็นการโปรโมตสินค้าเสมอไป เพราะที่จริงแล้ว "คอนเวอร์ชัน" บนเว็บไซต์มีได้หลายรูปแบบ
แม้เป้าหมายหลักของการตลาดออนไลน์จะเป็นการปิดการขาย แต่ก็ยังมีคอนเวอร์ชันรูปแบบอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น การสมัครอีเมลข่าวสาร การกดติดตามเพจ หรือการลงทะเบียนเข้าร่วมอีเวนต์ออนไลน์
ตัวอย่างเช่น Path แพลตฟอร์มแต่งภาพออนไลน์ที่มีบล็อกของตัวเอง โดยแทนที่จะรีบขายบริการตั้งแต่ต้นบทความ แบรนด์เลือกใช้ CTA แบบเบากว่า ด้วยการชวนคนอ่านสมัครรับอีเมลข่าวสารก่อน ซึ่งเหมาะกับพฤติกรรมของคนอ่านบล็อกมากกว่า เพราะหลายคนอาจยังไม่พร้อมซื้อทันที
อย่าลืมโปรโมตบทความ
ต่อให้คุณใช้เวลาสร้างคอนเทนต์อย่างดี การเขียนบทความเสร็จถือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของงานเท่านั้น เพราะการโปรโมตก็สำคัญไม่แพ้กัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกบทความควรมีแผนการโปรโมตและกระจายคอนเทนต์รองรับไว้ตั้งแต่แรก
นอกจากบทความแบบ How-to แล้ว คอนเทนต์ประเภทอื่นในลิสต์นี้มักมีคนหรือแบรนด์อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บทความ หรือบุคคลที่ถูกพูดถึงในโพสต์ หลังจากกด Publish แล้ว คุณสามารถติดต่อคนหรือแบรนด์เหล่านั้น เพื่อแจ้งว่าพวกเขาถูกพูดถึงในบทความ และชวนให้ช่วยแชร์ต่อได้
นี่คือตัวอย่างอีเมลที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้
สวัสดีครับ/ค่ะ [ชื่อ]
ผม/ดิฉันเป็นเจ้าของ [ชื่อบริษัทของคุณ] และชื่นชอบสิ่งที่ [ชื่อบริษัทของอีกฝ่าย] กำลังทำอยู่มาก เราจึงส่งอีเมลมาขอทักทายและแจ้งว่าวันนี้เราได้พูดถึง [ชื่อบริษัทของอีกฝ่าย] ไว้ในบทความบนบล็อกของเราด้วย
ลิงก์บทความ: [URL]
ขอเป็นกำลังใจให้กับผลงานดี ๆ ต่อไปนะครับ/คะ
ขอบคุณครับ/ค่ะ
[ชื่อของคุณ]
การทำ Internal Link ก็เป็นอีกวิธีสำคัญในการช่วยโปรโมตบทความใหม่และเพิ่มการมองเห็นบนเว็บไซต์
วิธีนี้คือการกลับไปดูบทความเก่าๆ ที่เคยเผยแพร่ แล้วเพิ่มลิงก์เชื่อมมายังบทความใหม่ของคุณผ่านข้อความหรือคำที่เกี่ยวข้อง (Anchor Text) ซึ่งนอกจากจะช่วยดึงทราฟฟิกจากบทความเก่ามายังคอนเทนต์ใหม่แล้ว ยังช่วยให้ Google เข้าใจความเชื่อมโยงของเนื้อหาและคีย์เวิร์ดภายในเว็บไซต์ได้ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น อย่าลืมเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องใน Anchor Text ทุกครั้ง
เริ่มบทความต่อไปของคุณด้วยเทมเพลตบล็อกดีๆ ของเรา
แม้ว่าเทมเพลตบล็อกจะช่วยให้กระบวนการสร้างคอนเทนต์ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและมีประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ
หากคิดหัวข้อไม่ออก ลองเริ่มจากการดูว่าคนอ่านของคุณมีข้อสงสัยอะไร พวกเขากำลังพูดถึงเรื่องไหนบนโซเชียลมีเดีย หรือถามคำถามอะไรบ่อยที่สุด จากนั้นค่อยคิดต่อว่า คุณจะใช้ทักษะของตัวเองช่วยตอบคำถามหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
บล็อกถือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ช่วยดึงทราฟฟิกเข้าสู่เว็บไซต์ และยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น คอนเทนต์ทุกชิ้นก็ควรให้ความรู้สึกจริงใจ และเป็นธรรมชาติในแบบของแบรนด์คุณเอง
พร้อมสร้างร้านค้าออนไลน์แล้วหรือยัง? เริ่มทดลองใช้ Shopify ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทมเพลตบล็อก
เทมเพลตบล็อกคืออะไร?
เทมเพลตบล็อก คือโครงสร้างหรือรูปแบบที่ช่วยให้คุณเขียนบทความได้ง่ายขึ้น โดยสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางเนื้อหาและเรียบเรียงบทความของตัวเองได้ ซึ่งในบทความนี้มีตัวอย่าง เทมเพลตบล็อก ฟรีทั้งหมด 4 รูปแบบ
ทำไมต้องใช้เทมเพลตบล็อก?
การใช้ เทมเพลตบล็อก ช่วยให้ขั้นตอนการเขียนเร็วและเป็นระบบมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสที่คุณจะลืมใส่ข้อมูลหรือองค์ประกอบสำคัญในบทความ
การใช้เทมเพลตบล็อกจะทำให้บทความดูทั่วไปเกินไปไหม?
เทมเพลตไม่ได้ทำให้บทความดูเหมือนกันทั้งหมด ตราบใดที่คุณยังคงใส่มุมมอง คอนเทนต์และสไตล์การสื่อสารที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ลงไปอย่างชัดเจน
อะไรคือองค์ประกอบของบทความอีคอมเมิร์ซที่ดี?
- เข้าใจ Search Intent ของคนอ่าน
- มีการเชื่อมโยงไปยังสินค้าหรือหน้าที่เกี่ยวข้อง
- ใช้หัวข้อบทความที่น่าสนใจ
- มี CTA ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ขายตรงเกินไป
- มีการปรับแต่งและโปรโมตบทความอย่างเหมาะสม

